อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา
ใช้วิธี Qualitative & PAR เข้าชม 2 ครั้ง

การพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ระดับเมืองแบบบูรณาการ : พื้นที่กายภาพ (Physical Space) และพื้นที่ที่ไม่ใช่กายภาพ (Non Physical Space)

ปีที่เผยแพร่: 2565

บทคัดย่อ (Abstract)

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) พัฒนาระบบและกลไกการบริหารพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) และขับเคลื่อนเส้นทางการเรียนรู้(Learning Route) แก่เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ สำหรับยกระดับเศรษฐกิจและสังคมระดับเมืองแบบบูรณาการบนพื้นที่กายภาพ และพื้นที่ที่ไม่ใช่กายภาพการวิจัยครั้งนี้ได้ออกแบบวิธีการวิจัย??ดยใช้เทคนิคการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณเป็นหลัก โดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งดำเนินการเก็บข้อมูลจำกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน และเทคนิคการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นข้อมูลสนับสนุนข้อค้นพบเชิงปริมาณ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก ร่วมกับการสังเกต ผลการศึกษาพบว่า การเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Community ส่งผลให้ชุมชนระดับต่าง ๆ มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในทุกช่วงวัย ทั้งองค์ความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และองค์ความรู้ที่เป็นความรู้แบบฝังลึก (Tacit Knowledge) เกิดการตัดสินใจร่วมกันในลักษณะฉันทามติ (Consensus Decision) สำหรับรูปแบบพื้นที่การเรียนรู้ระดับเมืองนั้นประกอบไปด้วย พื้นที่แรงบันดาลใจ (Inspiration space) ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และสืบทอดกิจกรรมทางวัฒนธรรมของชุมชน พื้นที่พบปะ (Meeting space) เป็นพื้นที่สำหรับพูดคุยประเด็นสาธารณะที่เกิดขึ้นในชุมชน ที่ส่งเสริมการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และการยอมรับระหว่างกัน (Trust and Respect) และพื้นที่แสดงออก (Performative space) เป็นพื้นที่ส่งเสริมและดำเนินการกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน ซึ่งพื้นที่ทั้ง 3 รูปแบบ จะเป็นกลไกหนึ่งในการสร้างมีส่วนร่วมของประชาชน (Public Participation) สำหรับการขับเคลื่อนเส้นทางการเรียนรู้ (Learning Route) นั้น คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการผ่านกิจกรรมดังนี้
กิจกรรม 1 การจัดเวทีประชาคมเผยแพร่ความคิด ชี้แจงวัตถุประสงค์และประโยชน์ของพื้นที่การเรียนรู้
กิจกรรม 2 สรรหาแกนนำ แต่งตั้งคณะทำงานของชุมชน สำรวจและจัดทำจุดเรียนรู้
กิจกรรม 3 แกนนำเก็บข้อมูลคนเก่ง ผู้รู้ ปราชญ์ชาวบ้าน ในเรื่องต่าง ๆ สำรวจและจัดทำจุดเรียนรู้
กิจกรรม 4 วางแผนเพิ่มค่าองค์ความรู้ของชุมชน
กิจกรรม 5 จัดทำแผนที่จุดเรียนรู้ของชุมชนที่เชื่อมโยงกัน
ผลจากการดำเนินงานตามกิจกรรมดังกล่าว พบว่า สามารถขับเคลื่อนเส้นทางการเรียนรู้ (Learning Route) ที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้ โดยอยู่บนพื้นฐานของความร่วมมือ (Collaborations) และการมีส่วนร่วม (Participations) ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งที่จะสร้างความยั้งยืนในการขับเคลื่อนเส้นทางการเรียนรู้ (Learning Route) และส่งผลให้เกิดเป็นพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) ระดับเมืองของประชาชนในพื้นที่เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ และสามารถเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Learning Community) อย่างแท้จริง

วัตถุประสงค์ (Objective)

1. เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) ที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระดับเมืองแบบ
บูรณาการบนพื้นที่กายภาพ และพื้นที่ที่ไม่ใช่กายภาพ ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์
2. เพื่อพัฒนาระบบและกลไกการบริหารพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) สำหรับยกระดับเศรษฐกิจและ
สังคมระดับเมืองแบบบูรณาการบนพื้นที่กายภาพ และพื้นที่ที่ไม่ใช่กายภาพ ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์
3. เพื่อขับเคลื่อนเส้นทางการเรียนรู้ (Learning Route) แก่เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ สำหรับยกระดับ
เศรษฐกิจและสังคมระดับเมืองแบบบูรณาการบนพื้นที่กายภาพ และพื้นที่ที่ไม่ใช่กายภาพ

รายละเอียด (Details)

การพัฒนาเมืองในมิติต่างๆ ส่งผลต่อความเป็นชุมชน โดยเฉพาะชุมชนเมืองซึ่งมีบ้านเรือนรวมตัวอยู่ใน
ขอบเขตพื้นที่ที่จำกัด ส่งผลให้เกิดความหนาแน่นที่สูงขึ้น นอกจากนี้ชุมชนเมืองยังมีรูปแบบการใช้ที่ดินที่
เฉพาะเจาะจง แยกเป็นสัดส่วน ตลอดจนมีสถาบันทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองมากมายหลายชนิด ที่เชื่อมโยง
กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และทรัพยากรของชุมชนเมืองที่จำกัด (เสน่ห์ ญาณสาร, 2559) อีกทั้งการใช้พื้นที่จะ
มีเปลี่ยนแปลงไปในหลายมิติ ซึ่งชุมชนจะมีการปรับตัวด้วยการตอบรับ และปรับเปลี่ยนวิถีผ่านปรากฏการณ์การใช้
พื้นที่สาธารณะ โดยในแต่ละชุมชนเมืองจะประกอบไปด้วยความหลากหลายของสิ่งต่างๆ ทั้งที่สามารถสัมผัสและ
มองเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม หรือพื้นที่กายภาพ (Physical Space) ตลอดจนสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้แต่สามารถ
ถ่ายทอดออกมาเป็นระบบระเบียบแบบแผนต่างๆ หรือพื้นที่ที่ไม่ใช่กายภาพ (Non Physical Space) (ภูชัย สัปป
พันธ์, 2538) ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพื้นที่สาธารณะในชุมชนเมืองจะประกอบกับพื้นที่ทางกายภาพที่สัมพันธ์กับชีวิต
สาธารณะซึ่งเข้าถึงได้และมีกลุ่มคนผู้ใช้ที่หลากหลายใช้พื้นที่ร่วมกัน ทั้งที่มีส่วนร่วม หรือเพียงแค่ร่วมสังเกต โดยเป็น
พื้นที่ทางสังคมที่รวมคนทั้งในระดับบุคคล กลุ่มเพื่อน ครอบครัว ชุมชนเมืองเข้าด้วยกัน และรองรับความต้องการเพื่อ
ผลประโยชน์ต่อสาธารณชน (Michael Brill, 1989 อ้างถึงใน ศุภชัย ชัยจันทร์ และณรงพน ไล่ประกอบทรัพย์,
2559)
ปัจจุบันรูปแบบการเรียนรู้ของคนเปลี่ยนแปลงไป ทั้งการเข้าถึง การแลกเปลี่ยน และการเผยแพร่ความรู้
บทบาทของพื้นที่เรียนรู้และห้องสมุดแบบเดิมต้องปรับตัว การออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21จึงต้องเป็น
สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้สาธารณะรูปแบบใหม่ (พีรดร แก้วลาย และทิพย์สุดา จันทร์แจ่มหล้า, 2561)
โดยเฉพาะอิทธิพลจากการพัฒนาของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น ระบบอินเทอร์เน็ต ระบบเครือข่ายไร้สาย และอุปกรณ์
สื่อสารที่ทำให้การเข้าถึงความรู้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีขอบเขตที่กว้างขวาง แหล่งการเรียนรู้ ถูกเปลี่ยนรูปไปอยู่ใน
พื้นที่ระบบดิจิทัล ส่งผลให้รูปแบบการเรียนรู้ต้องมีความสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพความเปลี่ยนแปลง และความ
ต้องการของประชาชน ต้องสร้างความพึงพอใจ และที่สำคัญต้องเกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน และให้ความสำคัญ
กับประชาชนซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนเมือง ไม่ใช่เพียงแค่งานสถาปัตยกรรม และจำเป็นต้องสร้างความเป็นชุมชน
เมืองจากการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ (sense of belonging) ด้วย การร่วมกันกำหนดอาณาเขต และความรู้สึก
อยู่ร่วมกัน (sense of community) อย่างแท้จริง (วิมลสิทธิ์ หรยางกูร, 2558) ทั้งนี้ผู้มีส่วนร่วมย่อมต้องมีความรู้
พื้นฐาน มีความเข้าใจว่าอะไรเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับชุมชน ต้องมีความเข้าใจและวิจารณญาณต่อการพิจารณา
แนวทางเลือกต่างๆ
ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งเรียนรู้มากกว่า 6,000 แห่ง (Museum & Learning Center Integration
Committee, 2017) ทั้งที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน
และชุมชน ส่วนใหญ่เป็นพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ขนาดเล็ก มีการให้บริการและการบริหารจัดการที่แตกต่างกันไป
อย่างไรก็ตามพื้นที่กายภาพของแหล่งเรียนรู้ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถูกพัฒนาให้รองรับกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีความ
หลากหลาย และขาดการวางแผนในการพัฒนาและดูแลพื้นที่ให้สอดรับกับความต้องการการเรียนรู้ของคนในอนาคต
(Museum & Learning Center Integration Committee, 2017 อ้างถึงใน พีรดร แก้วลาย และทิพย์สุดา จันทร์
แจ่มหล้า, 2561) ซึ่งองค์กรบริหารการปกครองท้องถิ่น มีสิทธิในการจัดการศึกษาทุกระดับตามความพร้อม เพื่อให้
สถานศึกษาได้จัดการศึกษาตรงความเหมาะสม และความต้องการของผู้เรียน สอดคล้องกับพระราชบัญญัติกำหนด
แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ในมาตรา 17 ภายใต้บังคับมาตรา
16 ระบุว่าให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของ
ประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในมาตรา 42 ที่ระบุว่าองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดการศึกษา สอดคล้องกับนโยบายและได้มาตรฐานการศึกษา รวมทั้งการเสนอแนะ
การจัดสรรงบประมาณอุดหนุน การจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การจัดการศึกษาขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นการจัดการศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยจากเดิมนั้นเราจะรู้จักแหล่ง
การเรียนรู้ในรูปแบบห้องสมุด แต่ในปัจจุบันความต้องการการเรียนรู้มีการขยายขอบเขตอย่างกว้างขวางและมีความ
หลากหลายมากขึ้น การเรียนรู้นอกห้องเรียน การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเรียนรู้ในพื้นที่สาธารณะจึงเป็นสิ่งที่
หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับประชากรในศตวรรษที่ 21 แหล่งเรียนรู้สาธารณะ หรือแหล่งเรียนรู้ชุมชน จึงถือเป็นโครงสร้าง
พื้นฐานสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเพิ่มศักยภาพของประเทศ (พีรดร แก้วลาย และทิพย์สุดา จันทร์แจ่ม
หล้า, 2561)
แหล่งเรียนรู้ชุมชน เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลข่าวสารความรู้ของชุมชนที่จะนำไปสู่การส่งเสริม
กระบวนการเรียนรู้สำหรับประชาชนในชุมชน เพื่อเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ การถ่ายทอด การแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์ การสืบทอดภูมิปัญญา วัฒนธรรม ค่านิยม และเอกลักษณ์ของชุมชน อีกทั้งเป็นแหล่งบริการชุมชนด้าน
ต่าง ๆ รวมถึงการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการเรียนรู้ของชุมชน โดยเน้นการกระบวนการเรียนรู้เพื่อวิถี
ชีวิตของคนในชุมชน เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ก่อให้เกิดชุมชนแห่งเรียนรู้ และมุ่งการพัฒนาแบบ
พึ่งตนเองที่จะก่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน (กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย, 2563)
UNESCO เป็นองค์กรหนึ่งที่สนับสนุนแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่นเดียวกับสภาแห่งยุโรปและองค์กรเพื่อการ
พัฒนาและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (OECD) ที่ให้ความสนใจในเรื่องผลประโยชน์ด้านสังคม และผลประโยชน์ส่วน
บุคคล ตลอดจนให้ความเคารพต่อชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิที่เท่าเทียมกัน ความยุติธรรมทางสังคม
ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสามัคคีระหว่างประเทศ และความรับผิดชอบร่วมกันต่ออนาคตที่ยั่งยืน
(UNESCO, 2015) โดยใช้การบูรณาการของการเรียนรู้และการดำรงชีวิต โดยครอบคลุมกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับ
ประชาชนทุกช่วงวัย (เด็ก คนหนุ่มสาว ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุเด็กหญิงและเด็กชาย ผู้หญิงและผู้ชาย) ในทุกบริบทของ
ชีวิต (ครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน ที่ทำงาน และอื่นๆ) และด้วยรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย (การศึกษาใน
ระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย) ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการและความจำเป็นที่
หลากหลาย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีการนำเอาวิธีการแบบองค์รวมและวิธีการแบบหลายภาคส่วน
ทุกระดับและทุกภาคส่วนย่อย เพื่อโอกาสการเรียนรู้สำหรับทุกคน (UNESCO, 2016) มาเป็นกรอบในการดำเนินงาน
ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้ง 17 ประการ สถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Institute for
Lifelong Learning - UIL) ที่มีเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก (The UNESCO Global
Network of Learning Cities - GNLC) เพื่อช่วยรัฐบาลท้องถิ่นพัฒนากลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรมในการสร้างเมืองแห่ง
การเรียนรู้ โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 4 ซึ่งเน้นการจัดการศึกษาอย่างครอบคลุม เท่าเทียม และมีคุณภาพ รวมทั้งส่งเสริม
โอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน (Lifelong Learning: LLL) ตลอดจนเป้าหมายที่ 11 ซึ่งมุ่งพัฒนาเมือง
และถิ่นฐานให้มนุษย์ได้อยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยและมีการช่วยเหลือเกื้อหนุนซึ่งกันและกันสู่ความยั่งยืน ซึ่งมี
เป้าหมายในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพลเมืองให้มีความรู้ ทักษะ และทัศนคติใหม่ๆ ในหลากหลายบริบท
เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็ว ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง และ
ส่งเสริมให้เกิดความสมานฉันท์ในสังคม รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
จังหวัดกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทเทศบาลเมืองแห่งหนึ่งที่มีความโดด
เด่นอย่างมากทางด้านนวัตกรรมท้องถิ่น ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับประเทศ ดังที่สามารถสะท้อนให้เห็นได้จาก
จำนวนรางวัลต่างๆ มากมายที่หน่วยงานได้รับ (สุรศักดิ์ ชะมารัมย์ และคณะ 2560) เช่น ปี 2560 รางวัลอาเซียนด้าน
สิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน ประเภทจัดการขยะและพื้นที่สีเขียว (ASEAN Certificate of Recognition 2017) ปี พ.ศ.
2561 รางวัลพระปกเกล้าสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศ ด้านเสริมสร้างเครือข่ายรัฐ เอกชน
และประชาสังคม ปี 2562 รางวัลพระราชทานชนะเลิศ เทศบาลด้านสิ่งแวดล้อมยั้งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ
รางวัลพระปกเกล้าสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศ ด้านการเสริมสร้างสันติสุขและความ
สมานฉันท์ รางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นแบบด้านการป้องกันทุจริต ปี 2560-2562 เป็นต้น จากที่กล่าวมา
เป็นแค่ส่วนหนึ่งของรางวัลที่เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ได้รับเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความมีประสิทธิภาพด้านต่างๆ
ที่สามารถบ่งบอกถึงความสำเร็จที่จะตามมาจากการบริหารจัดการได้อย่างเป็นรูปธรรม
ตามกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนา (พ.ศ. 2561 - 2565) ของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ มี 3 พันธกิจสำคัญคือ 1.
การเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการที่ดี 2. ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และ 3. การสร้างสังคมให้น่าอยู่และ
เข้มแข็ง ดังนั้นความยั่งยืนที่จะเกิดขึ้นจึงต้องสามารถดำเนินการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้เครือข่าย
หลักๆ ในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เมืองกาฬสินธุ์มีการพัฒนาแบบองค์รวมทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม
อย่างยั่งยืน บนพื้นฐานความเหมาะสมและเป็นเอกลักษณ์ในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันจะพบว่า จังหวัดกาฬสินธุ์ยังไม่มีพื้นที่
แห่งการเรียนรู้ที่เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับพื้นที่และคนแต่ละช่วงวัย รูปแบบพื้นที่การเรียนรู้ยังเป็นแบบเดิม
มีเพียงการสื่อสารเพียงด้านเดียว และยังขาดความน่าสนใจ จากเหตุผลดังกล่าว หากเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ได้มีการ
พัฒนาต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) ผ่านระบบกลไกความร่วมมือเชิงพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการพัฒนา
พื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) ทั้งพื้นที่กายภาพ (Physical Space) และพื้นที่ที่ไม่ใช่กายภาพ (Non Physical
Space) ผ่านการวิจัยเพื่อพัฒนา (R&D) ที่มีจุดเด่นที่สำคัญคือ วิจัย แก้ไข ปรับปรุงเพื่อพัฒนาให้เกิดพื้นที่เรียนรู้ที่
เหมาะสมทุกช่วงวันอย่างแท้จริง จะสามารถนำไปสู่การยกระดับพื้นที่การเรียนรู้ของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์เพื่อ
พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ได้อย่างแท้จริง
โดยในโครงการวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) ทั้งพื้นที่กายภาพ
(Physical Space) และพื้นที่พื้นที่ที่ไม่ใช่กายภาพ (Non Physical Space) ในพื้นที่ความรับผิดชอบของเทศบาล
เมืองกาฬสินธุ์ ให้เป็นเมือง “อิ่มท้อง” ซึ่งหมายถึง การทำให้ประชาชน นักท่องเที่ยว หรือผู้ที่เดินทางมาท่องเที่ยวเกิด
ความสุข มีพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ (Learning Space) ที่เหมาะสมแต่ละช่วงวัย มีรูปแบบการบริหารจัดการที่เกิดจาก
ความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholder) ทุกภาคส่วน เกิดเป็นเส้นทางการเรียนรู้ (Learning Route) ที่
เหมาะสม มีคุณค่าและสะท้อนถึงความเป็นเมืองกาฬสินธุ์อย่างแท้จริง โดยในการเปลี่ยนแปลงกระบวนการสำคัญ 3
ประการ
1. การเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพ (Physical Transformation) เป็นกระบวนการที่เน้นการเชื่อมโยง
พื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) ของพื้นที่กายภาพ (Physical Space) และพื้นที่ที่ไม่ใช่กายภาพ (Non
Physical Space) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระดับเมืองแบบบูรณาการที่อยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของ
เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นเส้นทางจากพิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์ (หอศิลป์) ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมอัตลักษณ์
จาก 18 อำเภอ ของจังหวัดกาฬสินธุ์ ไปยังตลาดเมืองเก่า ซึ่งระหว่างเส้นทางยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น
สถาปัตยกรรมเก่าของเมือง วัดกลาง (พระอารามหลวง) อนุสาวรีย์พระยาชัยสุนทร (ท้าวโสมพะมิตร) รวมถึง
ร้านอาหารพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงอีกหลายแห่ง ที่ยังไม่ได้ดำเนินการเชื่อมโยงกัน และยังขาดการสร้างอัตลักษณ์ให้เกิด
ความน่าสนใจ ดังนั้น ในโครงการวิจัยนี้จะดำเนินการสร้างความเชื่อมโยงพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) เหล่านี้
ให้เกิดความน่าสนใจยิ่งขึ้น
2. การเปลี่ยนแปลงด้านกระบวนการ (Process Transformation) เป็นกระบวนการสำคัญที่จะช่วยให้
เกิดความยั่งยืนในพื้นที่ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ การสร้างความร่วมมือ (Collaborations) ให้เกิดขึ้นในพื้นที่
ดำเนินการ โดยมุ่งเน้นให้เกิดการร่วมกันสร้างกลไกใหม่ในการปฏิบัติงานร่วมกัน ด้วยการแบ่งปันทรัพยากรต่างๆ ที่
อยู่บนพื้นฐานความสมัครใจและผลประโยชน์ของสาธารณะร่วมกัน (วสันต์ เหลืองประภัสร์ และคณะ, 2557)
3. การเปลี่ยนแปลงด้านผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholder Transformation) มีหน่วยงานภาครัฐซึ่งเป็น
หน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน สนับสนุน ซึ่งได้แก่ เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ร่วมกับภาคเอกชน และประชาชน ผู้เป็น
เจ้าของพื้นที่ส่วนใหญ่ที่จะมีส่วนสำคัญในการดูแล ปรับปรุง และพัฒนาพื้นที่ให้มีความน่าสนใจอยู่เสมอ บนพื้นฐาน
ชุดความคิดที่ว่าทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยอาศัยองค์ความรู้ที่มีอยู่ในสถานศึกษาภายในพื้นที่ทั้งระดับ
ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา และการศึกษานอกระบบ ในการสนับสนุนองค์ความรู้ที่จำเป็น เพื่อให้เกิดการ
พัฒนาต่อยอดจากสิ่งเดิมที่มีอยู่ให้ดียิงขึ้น
ดังนั้นโครงการวิจัยการพัฒนาต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) ผ่านระบบกลไกความร่วมมือเชิง
พื้นที่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น กรณีศึกษา เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จึงเป็นโครงการวิจัยที่มุ่งเน้น การพัฒนาเมืองใน
มิติต่างๆ ที่ส่งผลต่อความเป็นชุมชน โดยเป็นพื้นที่ทางสังคมที่รวมคนทั้งในระดับบุคคล กลุ่มเพื่อน ครอบครัว ชุมชน
เมืองเข้าด้วยกัน โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องท้องถิ่น ซึ่งได้แก่ เทศบางเมืองกาฬสินธุ์ เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ส่งเสริม
ให้เกิดความสมานฉันท์ในสังคม รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ข้อมูลโครงการ
หัวหน้าโครงการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อาริยา ป้องศิริ
หน่วยงาน / สถาบัน
คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
แหล่งทุน
กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564
พื้นที่ศึกษา (Area)
เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
กลุ่มเป้าหมาย (Target)
ประชาชนในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองกาฬสินธุ
ระเบียบวิธีวิจัย
-
งานวิจัยที่น่าสนใจ