ระบบค้นหาและสังเคราะห์ข้อมูลงานวิจัย Learning City อัจฉริยะ
สอบถามข้อมูล บทวิเคราะห์ หรือแนวทางการใช้ประโยชน์จากงานวิจัย
อาจใช้เวลาสักครู่ในการสังเคราะห์บทความ
| รหัสโครงการ | A15F640107 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | รองศาสตราจารย์ กตัญญู แก้วหานาม |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ |
| รายละเอียด |
| รหัสโครงการ | A15F640107 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพ์ลิขิต แก้วหานาม |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ |
| รายละเอียด | กลไกความร่วมมือเชิงพื้นที่เพื่อการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) เป็นการศึกษา กระบวนการการบริหารความร่วมมือ พัฒนาศักยภาพนักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning Administrator) แบบเสริมพลัง (Empowerment) สร้างและส่งเสริมกลไกการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ ระหว่างรัฐ เอกชน ประชาชน และนักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning Administrator) ใช้การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้การวิจัยระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ (Qualitative methods) ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research-PAR) มีที่มาความสำคัญคือการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ได้เข้ามามี บทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์สำคัญของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ภายหลังจากการประกาศเจตนารมย์ในการเข้า ร่วมและมุ่งมั่นในการพัฒนาเมืองกาฬสินธุ์เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ในปี 2564 เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ได้เข้ารับ การประเมินเพื่อเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้จากยูเนสโก ในกิจกรรมการเปิดรับสมัครเมืองต่างๆ ทั่วโลก การขับเคลื่อนโครงการที่เกี่ยวข้องกับศูนย์การเรียนรู้สำหรับทุกเพศทุกวัย โรงเรียนพัฒนาความเป็นเลิศ ทางด้านกีฬาวอลเลย์บอล การสืบสานประเพณีบุญซำฮะ หอศิลป์กาฬสินธุ์ พื้นที่สร้างสรรค์เยาวชน การ ยกระดับคุณภาพศึกษาโรงเรียนเทศบาล ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา พิพิธภัณฑ์กาฬสินธุ์ศึกษา และศูนย์เรียนรู้ ออนไลน์ ในปี 2564 ภายใต้การนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) มี การดำเนินงานที่เป็นทุนพื้นที่ที่นำมาสู่การพัฒนาตามหัวข้อโครงการวิจัยดังนี้ 1) การสร้างการรับรู้เรื่องการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ร่วมกับภาคีความร่วมมือในจังหวัดกาฬสินธุ์ และสามารถสร้างประเด็นสาธารณะร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน มีเวทีสาธารณะเพื่อสร้างประเด็น ร่วมในการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกัน ได้แก่ เวทีการหารือเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม ในฐานะพลเมือง เพื่อค้นหาความต้องการและการพัฒนาพื้นที่ความต้องการให้สอดคล้องกับช่วงวัย การเสวนา ความสุข 5 มิติของแต่ละช่วงวัยเพื่อค้นหารูปแบบการเรียนรู้และความต้องการของทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่ม ผู้สูงอายุ และเยาวชน เพื่อสร้างให้เกิดพื้นที่ในการแลกปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างช่วงวัย การเชื่อมโยงกลไกโดยการ ออกแบบเวมีร่วมกับภาคีเครือข่ายในการสร้างหน้าที่ร่วมเพื่อพัฒนาเมือง ตลอดจนการดำเนินกิจกรมในพื้นที่ การเรียนรู้ตลาดนัดวัฒนธรรม ตลาดนัดเด็กดี ในพื้นที่ตลาดวัฒนธรรมเมืองเก่าด้วย 2) เกิดตลาดวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อเป็นกลไกในการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น คือ ตลาดวัฒนธรรม ชุมชนเมืองเก่า และต่อยอดเพิ่มเติมจากกลไกที่เกิดขึ้นคือ ตลาดชุมชนริมน้ำปาว ที่สามารถเป็นพื้นที่ การ ถ่ายทอดความรู้ระหว่างช่วงวัย (Knowledge Transfer) เชื่อมโยงกับเส้นทางการเรียนรู้ที่ส่งเสริมเศรษฐกิจ ท้องถิ่นตามเส้นทางที่กำหนดตามเส้นทางการเรียนรู้ของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ทั้งนี้จากการดำเนินการและ ขับคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ในระยะแรก ส่งผลให้ประชาชนในเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์เข้าร่วมกิจกรรมชิม ช้ อป เที่ยวจำนวน 1,530 คนต่อสัปดาห์ มีรายได้เกิดขึ้นจำนวน 177,160 บาทต่อสัปดาห์ และมีร้านค้าเข้าร่วม 82 ร้านในการเข้าร่วมกิจกรรม (รายงานการบริหารจัดการตลาดชุมชนเมืองเก่าเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ , ธันวาคม 2564) โดยในตลาดมีเวทีสำหรับกิจกรรมส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ และเป็นพื้นที่ (Knowledge Transfer) ของทุกช่วงวัยผ่านกิจกรรมตลาดนัดเด็กดี (Kids Market) ที่ส่งเสริมให้เด็กๆได้ แสดงออกและฝึกการเป็นผู้ประกอบการ และในขณะเดียวกันนักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning6 Administrator) ได้ส่งเสริมสนับสนุนให้ปราชญ์ชุมชนได้มาแสดงออกถึงองค์ความรู้ที่ควรอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่ ตลาดและผู้คนที่เดินตลาดได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ตนเองสนใจในพื้นที่ตลาดวัฒนธรรมเมืองเก่าด้วย 3.นักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning Administrator) จำนวน 20 รายที่เชื่อมโยงกับพื้นที่เส้นทาง การเรียนรู้ 9 ชุมชน ภายใต้แนวคิด 1 ชุมชน 1 นักจัดการเรียนรู้เมือง โครงการวิจัยได้พัฒนาหลักสูตรในการ สร้างคนในชุมชนให้เป็นนักจัดการเรียนรู้ ในแต่ละชุมชนการรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในชุมชน ซึ่งกระจัด กระจายอยู่ในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) หรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบฐานข้อมูลของโครงการ กาฬสินธุ์เมืองแห่งการเรียนรู้ เพื่อให้ทุกคนในท้องถิ่น สามารถเข้าถึงได้ (Explicit Knowledge) และเป็นผู้ ประสานระหว่างกิจกรรมเรียนรู้ของเทศบาลตามโครงการพัฒนาต่างๆให้สามารถเข้าถึงการดำเนินกิจกรรมของ เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ที่เหมาะสมและตอบโจทย์ที่เหมาะสมกับความสนใจและการเรียนรู้ของตนเองได้ รูปแบบเครือข่ายมีความชัดเจน แต่ยังขาดการให้ความสำคัญมิติเรื่องคุณภาพความร่วมมือในกระบวนการ ทางนโยบาย รูปแบบเครือข่ายของการขับเคลื่อนมีความชัดเจน ครอบคลุมความร่วมมือที่เกิดขึ้นภายใต้ส่วน ราชการสังกัดองค์กรนั้น ซึ่งพบว่ามีรูปแบบความร่วมมือ 4 แบบ ได้แก่ 1.ความร่วมมือภายใต้แผนงานใน องค์กร (Division Autocorrelation) 2.ความร่วมมือแบบบูรณาการแผนงานและโครงการร่วมกันภายใน องค์กรร่วมด้วย (Organization Autocorrelation) 3.รูปแบบความร่วมมือดำเนินภารกิจร่วมกันเสนอ โครงการตามนโยบายบูรณาการร่วมระหว่างหน่วยงาน โดยมีหน่วยงาน 2 หน่วยงานขึ้นไปในการเสนอขอรับ งบประมาณร่วมกัน เป็นเจ้าของงบประมาณร่วมกัน พัฒนามาสู่การดำเนินงานร่วมกัน (Co-Autocorrelation) และ 4.เครือข่ายแบบร่วมสนับสนุน (Cosponsorship) รูปแบบความร่วมมือการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ ในลักษณะเครือข่ายร่วมสนับสนุน เป็นรูปแบบที่พบได้มากที่สุดในการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลเมือง กาฬสินธุ์ เป็นความร่วมมือในรูปแบบ สมาชิกเครือข่าย ข้อเสนอแนะที่ได้จากการศึกษา คือควรมีการพัฒนาและปรับปรุงให้มีความต่อเนื่องและเกิดความ ร่วมมืออย่างแท้จริง จะส่งผลให้กลไกพื้นที่ที่เรียกว่านักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning Administrator) สามารถเป็นกลไปที่เข้มแข็งปราศจากการแทรกแทรงของกลุ่มทางการเมือง และมีความเข้มแข็งอย่างแท้จริง การพัฒนากลไกเชื่อมระหว่างตัวบุคคล แหล่งความรู้ชุมชน และพื้นที่การเรียนรู้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมี การศึกษาและพัฒนากระบวนการบริหารความร่วมมือท้องถิ่น ระบุช่องว่าง และ/หรือความซ้ำซ้อนของ กระบวนการการบริหารความร่วมมือ จากการวิเคราะห์กลไกเดิมที่เกิดขึ้น แม้ว่าเราจะสามารถพัฒนานัก จัดการเรียนรู้เมือง (City Learning Administrator) ได้ นักจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นในปี 2564 มีข้อจำกัดที่ ยังเป็นกลไกกลางที่เชื่อมระหว่างปราชญ์ชุมชนและพื้นที่การเรียนรู้เท่านั้น ซึ่งเป็นรูปแบบความร่วมมือแนวดิ่ง (Vertical Collaboration) แบบชั้นเดียว หากมีการเสริมพลังเชิงพื้นที่ในมิติของศักยภาพเพิ่มเติม??นเครือข่าย นโยบาย (Policy Netwok) ที่มีคำสั่งแต่งตั้งที่เป็นทางการและภาคีสมัครใจเพิ่มเติมในรูปแบบความร่วมมือ แนวนอน (Horizontal Collaboration) รูปแบบความสัมพันธ์บูรณาการงานขับเคลื่อนเชิงชุมชนพื้นที่แบบ ร่วมมือ (Vertical and Horizontal Collaboration) จะเป็นการพัฒนาศักยภาพนักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning Administrator) แบบเสริมพลัง (Empowerment) ซึ่งจะนำมาสู่กลไกที่เข้มแข็งในที่สุด สิ่งสำคัญ ลำดับมาคือ ความชัดเจนของบทบาทหน้าที่ของเครือข่ายนโยบาย (Policy Netweok) หากเทศบาลเมือง7 กาฬสินธุ์ได้มีกระบวนการบริหารความร่วมมือท้องถิ่นที่ชัดเจน ระบุช่องว่าง และ/หรือความซ้ำซ้อนของ กระบวนการการบริหารความร่วมมือ รวมถึงการพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์บูรณาการงานขับเคลื่อนเชิงชุมชน พื้นที่แบบร่วมมือ(Vertical and Horizontal Collaboration) ให้กับนักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning Administrator) |
| รหัสโครงการ | A15F640107 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อาริยา ป้องศิริ |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ |
| รายละเอียด | การพัฒนาเมืองในมิติต่างๆ ส่งผลต่อความเป็นชุมชน โดยเฉพาะชุมชนเมืองซึ่งมีบ้านเรือนรวมตัวอยู่ใน ขอบเขตพื้นที่ที่จำกัด ส่งผลให้เกิดความหนาแน่นที่สูงขึ้น นอกจากนี้ชุมชนเมืองยังมีรูปแบบการใช้ที่ดินที่ เฉพาะเจาะจง แยกเป็นสัดส่วน ตลอดจนมีสถาบันทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองมากมายหลายชนิด ที่เชื่อมโยง กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และทรัพยากรของชุมชนเมืองที่จำกัด (เสน่ห์ ญาณสาร, 2559) อีกทั้งการใช้พื้นที่จะ มีเปลี่ยนแปลงไปในหลายมิติ ซึ่งชุมชนจะมีการปรับตัวด้วยการตอบรับ และปรับเปลี่ยนวิถีผ่านปรากฏการณ์การใช้ พื้นที่สาธารณะ โดยในแต่ละชุมชนเมืองจะประกอบไปด้วยความหลากหลายของสิ่งต่างๆ ทั้งที่สามารถสัมผัสและ มองเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรม หรือพื้นที่กายภาพ (Physical Space) ตลอดจนสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้แต่สามารถ ถ่ายทอดออกมาเป็นระบบระเบียบแบบแผนต่างๆ หรือพื้นที่ที่ไม่ใช่กายภาพ (Non Physical Space) (ภูชัย สัปป พันธ์, 2538) ดังนั้นจะเห็นได้ว่าพื้นที่สาธารณะในชุมชนเมืองจะประกอบกับพื้นที่ทางกายภาพที่สัมพันธ์กับชีวิต สาธารณะซึ่งเข้าถึงได้และมีกลุ่มคนผู้ใช้ที่หลากหลายใช้พื้นที่ร่วมกัน ทั้งที่มีส่วนร่วม หรือเพียงแค่ร่วมสังเกต โดยเป็น พื้นที่ทางสังคมที่รวมคนทั้งในระดับบุคคล กลุ่มเพื่อน ครอบครัว ชุมชนเมืองเข้าด้วยกัน และรองรับความต้องการเพื่อ ผลประโยชน์ต่อสาธารณชน (Michael Brill, 1989 อ้างถึงใน ศุภชัย ชัยจันทร์ และณรงพน ไล่ประกอบทรัพย์, 2559) ปัจจุบันรูปแบบการเรียนรู้ของคนเปลี่ยนแปลงไป ทั้งการเข้าถึง การแลกเปลี่ยน และการเผยแพร่ความรู้ บทบาทของพื้นที่เรียนรู้และห้องสมุดแบบเดิมต้องปรับตัว การออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21จึงต้องเป็น สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้สาธารณะรูปแบบใหม่ (พีรดร แก้วลาย และทิพย์สุดา จันทร์แจ่มหล้า, 2561) โดยเฉพาะอิทธิพลจากการพัฒนาของเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น ระบบอินเทอร์เน็ต ระบบเครือข่ายไร้สาย และอุปกรณ์ สื่อสารที่ทำให้การเข้าถึงความรู้เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีขอบเขตที่กว้างขวาง แหล่งการเรียนรู้ ถูกเปลี่ยนรูปไปอยู่ใน พื้นที่ระบบดิจิทัล ส่งผลให้รูปแบบการเรียนรู้ต้องมีความสอดคล้องเหมาะสมกับสภาพความเปลี่ยนแปลง และความ ต้องการของประชาชน ต้องสร้างความพึงพอใจ และที่สำคัญต้องเกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน และให้ความสำคัญ กับประชาชนซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนเมือง ไม่ใช่เพียงแค่งานสถาปัตยกรรม และจำเป็นต้องสร้างความเป็นชุมชน เมืองจากการสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของ (sense of belonging) ด้วย การร่วมกันกำหนดอาณาเขต และความรู้สึก อยู่ร่วมกัน (sense of community) อย่างแท้จริง (วิมลสิทธิ์ หรยางกูร, 2558) ทั้งนี้ผู้มีส่วนร่วมย่อมต้องมีความรู้ พื้นฐาน มีความเข้าใจว่าอะไรเป็นสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับชุมชน ต้องมีความเข้าใจและวิจารณญาณต่อการพิจารณา แนวทางเลือกต่างๆ ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งเรียนรู้มากกว่า 6,000 แห่ง (Museum & Learning Center Integration Committee, 2017) ทั้งที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และชุมชน ส่วนใหญ่เป็นพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ขนาดเล็ก มีการให้บริการและการบริหารจัดการที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตามพื้นที่กายภาพของแหล่งเรียนรู้ส่วนใหญ่ยังไม่ได้ถูกพัฒนาให้รองรับกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีความ หลากหลาย และขาดการวางแผนในการพัฒนาและดูแลพื้นที่ให้สอดรับกับความต้องการการเรียนรู้ของคนในอนาคต (Museum & Learning Center Integration Committee, 2017 อ้างถึงใน พีรดร แก้วลาย และทิพย์สุดา จันทร์ แจ่มหล้า, 2561) ซึ่งองค์กรบริหารการปกครองท้องถิ่น มีสิทธิในการจัดการศึกษาทุกระดับตามความพร้อม เพื่อให้ สถานศึกษาได้จัดการศึกษาตรงความเหมาะสม และความต้องการของผู้เรียน สอดคล้องกับพระราชบัญญัติกำหนด แผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ในมาตรา 17 ภายใต้บังคับมาตรา 16 ระบุว่าให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของ ประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในมาตรา 42 ที่ระบุว่าองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดการศึกษา สอดคล้องกับนโยบายและได้มาตรฐานการศึกษา รวมทั้งการเสนอแนะ การจัดสรรงบประมาณอุดหนุน การจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การจัดการศึกษาขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นการจัดการศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 โดยจากเดิมนั้นเราจะรู้จักแหล่ง การเรียนรู้ในรูปแบบห้องสมุด แต่ในปัจจุบันความต้องการการเรียนรู้มีการขยายขอบเขตอย่างกว้างขวางและมีความ หลากหลายมากขึ้น การเรียนรู้นอกห้องเรียน การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเรียนรู้ในพื้นที่สาธารณะจึงเป็นสิ่งที่ หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับประชากรในศตวรรษที่ 21 แหล่งเรียนรู้สาธารณะ หรือแหล่งเรียนรู้ชุมชน จึงถือเป็นโครงสร้าง พื้นฐานสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และเพิ่มศักยภาพของประเทศ (พีรดร แก้วลาย และทิพย์สุดา จันทร์แจ่ม หล้า, 2561) แหล่งเรียนรู้ชุมชน เป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลข่าวสารความรู้ของชุมชนที่จะนำไปสู่การส่งเสริม กระบวนการเรียนรู้สำหรับประชาชนในชุมชน เพื่อเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ การถ่ายทอด การแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ การสืบทอดภูมิปัญญา วัฒนธรรม ค่านิยม และเอกลักษณ์ของชุมชน อีกทั้งเป็นแหล่งบริการชุมชนด้าน ต่าง ๆ รวมถึงการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการเรียนรู้ของชุมชน โดยเน้นการกระบวนการเรียนรู้เพื่อวิถี ชีวิตของคนในชุมชน เพื่อให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ก่อให้เกิดชุมชนแห่งเรียนรู้ และมุ่งการพัฒนาแบบ พึ่งตนเองที่จะก่อให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน (กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย, 2563) UNESCO เป็นองค์กรหนึ่งที่สนับสนุนแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เช่นเดียวกับสภาแห่งยุโรปและองค์กรเพื่อการ พัฒนาและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (OECD) ที่ให้ความสนใจในเรื่องผลประโยชน์ด้านสังคม และผลประโยชน์ส่วน บุคคล ตลอดจนให้ความเคารพต่อชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิที่เท่าเทียมกัน ความยุติธรรมทางสังคม ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความสามัคคีระหว่างประเทศ และความรับผิดชอบร่วมกันต่ออนาคตที่ยั่งยืน (UNESCO, 2015) โดยใช้การบูรณาการของการเรียนรู้และการดำรงชีวิต โดยครอบคลุมกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับ ประชาชนทุกช่วงวัย (เด็ก คนหนุ่มสาว ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุเด็กหญิงและเด็กชาย ผู้หญิงและผู้ชาย) ในทุกบริบทของ ชีวิต (ครอบครัว สถานศึกษา ชุมชน ที่ทำงาน และอื่นๆ) และด้วยรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย (การศึกษาใน ระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย) ซึ่งตอบสนองต่อความต้องการและความจำเป็นที่ หลากหลาย ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีการนำเอาวิธีการแบบองค์รวมและวิธีการแบบหลายภาคส่วน ทุกระดับและทุกภาคส่วนย่อย เพื่อโอกาสการเรียนรู้สำหรับทุกคน (UNESCO, 2016) มาเป็นกรอบในการดำเนินงาน ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้ง 17 ประการ สถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Institute for Lifelong Learning - UIL) ที่มีเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก (The UNESCO Global Network of Learning Cities - GNLC) เพื่อช่วยรัฐบาลท้องถิ่นพัฒนากลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรมในการสร้างเมืองแห่ง การเรียนรู้ โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 4 ซึ่งเน้นการจัดการศึกษาอย่างครอบคลุม เท่าเทียม และมีคุณภาพ รวมทั้งส่งเสริม โอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน (Lifelong Learning: LLL) ตลอดจนเป้าหมายที่ 11 ซึ่งมุ่งพัฒนาเมือง และถิ่นฐานให้มนุษย์ได้อยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยและมีการช่วยเหลือเกื้อหนุนซึ่งกันและกันสู่ความยั่งยืน ซึ่งมี เป้าหมายในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับพลเมืองให้มีความรู้ ทักษะ และทัศนคติใหม่ๆ ในหลากหลายบริบท เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่รวดเร็ว ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง และ ส่งเสริมให้เกิดความสมานฉันท์ในสังคม รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน จังหวัดกาฬสินธุ์เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทเทศบาลเมืองแห่งหนึ่งที่มีความโดด เด่นอย่างมากทางด้านนวัตกรรมท้องถิ่น ทั้งในระดับภูมิภาคและในระดับประเทศ ดังที่สามารถสะท้อนให้เห็นได้จาก จำนวนรางวัลต่างๆ มากมายที่หน่วยงานได้รับ (สุรศักดิ์ ชะมารัมย์ และคณะ 2560) เช่น ปี 2560 รางวัลอาเซียนด้าน สิ่งแวดล้อมเมืองที่ยั่งยืน ประเภทจัดการขยะและพื้นที่สีเขียว (ASEAN Certificate of Recognition 2017) ปี พ.ศ. 2561 รางวัลพระปกเกล้าสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศ ด้านเสริมสร้างเครือข่ายรัฐ เอกชน และประชาสังคม ปี 2562 รางวัลพระราชทานชนะเลิศ เทศบาลด้านสิ่งแวดล้อมยั้งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ รางวัลพระปกเกล้าสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีความเป็นเลิศ ด้านการเสริมสร้างสันติสุขและความ สมานฉันท์ รางวัลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นแบบด้านการป้องกันทุจริต ปี 2560-2562 เป็นต้น จากที่กล่าวมา เป็นแค่ส่วนหนึ่งของรางวัลที่เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ได้รับเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความมีประสิทธิภาพด้านต่างๆ ที่สามารถบ่งบอกถึงความสำเร็จที่จะตามมาจากการบริหารจัดการได้อย่างเป็นรูปธรรม ตามกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนา (พ.ศ. 2561 - 2565) ของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ มี 3 พันธกิจสำคัญคือ 1. การเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการที่ดี 2. ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และ 3. การสร้างสังคมให้น่าอยู่และ เข้มแข็ง ดังนั้นความยั่งยืนที่จะเกิดขึ้นจึงต้องสามารถดำเนินการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้เครือข่าย หลักๆ ในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เมืองกาฬสินธุ์มีการพัฒนาแบบองค์รวมทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม อย่างยั่งยืน บนพื้นฐานความเหมาะสมและเป็นเอกลักษณ์ในพื้นที่ ซึ่งปัจจุบันจะพบว่า จังหวัดกาฬสินธุ์ยังไม่มีพื้นที่ แห่งการเรียนรู้ที่เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับพื้นที่และคนแต่ละช่วงวัย รูปแบบพื้นที่การเรียนรู้ยังเป็นแบบเดิม มีเพียงการสื่อสารเพียงด้านเดียว และยังขาดความน่าสนใจ จากเหตุผลดังกล่าว หากเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ได้มีการ พัฒนาต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) ผ่านระบบกลไกความร่วมมือเชิงพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการพัฒนา พื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) ทั้งพื้นที่กายภาพ (Physical Space) และพื้นที่ที่ไม่ใช่กายภาพ (Non Physical Space) ผ่านการวิจัยเพื่อพัฒนา (R&D) ที่มีจุดเด่นที่สำคัญคือ วิจัย แก้ไข ปรับปรุงเพื่อพัฒนาให้เกิดพื้นที่เรียนรู้ที่ เหมาะสมทุกช่วงวันอย่างแท้จริง จะสามารถนำไปสู่การยกระดับพื้นที่การเรียนรู้ของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์เพื่อ พัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ได้อย่างแท้จริง โดยในโครงการวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) ทั้งพื้นที่กายภาพ (Physical Space) และพื้นที่พื้นที่ที่ไม่ใช่กายภาพ (Non Physical Space) ในพื้นที่ความรับผิดชอบของเทศบาล เมืองกาฬสินธุ์ ให้เป็นเมือง “อิ่มท้อง” ซึ่งหมายถึง การทำให้ประชาชน นักท่องเที่ยว หรือผู้ที่เดินทางมาท่องเที่ยวเกิด ความสุข มีพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ (Learning Space) ที่เหมาะสมแต่ละช่วงวัย มีรูปแบบการบริหารจัดการที่เกิดจาก ความร่วมมือของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholder) ทุกภาคส่วน เกิดเป็นเส้นทางการเรียนรู้ (Learning Route) ที่ เหมาะสม มีคุณค่าและสะท้อนถึงความเป็นเมืองกาฬสินธุ์อย่างแท้จริง โดยในการเปลี่ยนแปลงกระบวนการสำคัญ 3 ประการ 1. การเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพ (Physical Transformation) เป็นกระบวนการที่เน้นการเชื่อมโยง พื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) ของพื้นที่กายภาพ (Physical Space) และพื้นที่ที่ไม่ใช่กายภาพ (Non Physical Space) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระดับเมืองแบบบูรณาการที่อยู่ในพื้นที่ความรับผิดชอบของ เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นเส้นทางจากพิพิธภัณฑ์ของดีเมืองกาฬสินธุ์ (หอศิลป์) ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมอัตลักษณ์ จาก 18 อำเภอ ของจังหวัดกาฬสินธุ์ ไปยังตลาดเมืองเก่า ซึ่งระหว่างเส้นทางยังมีสถานที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง เช่น สถาปัตยกรรมเก่าของเมือง วัดกลาง (พระอารามหลวง) อนุสาวรีย์พระยาชัยสุนทร (ท้าวโสมพะมิตร) รวมถึง ร้านอาหารพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงอีกหลายแห่ง ที่ยังไม่ได้ดำเนินการเชื่อมโยงกัน และยังขาดการสร้างอัตลักษณ์ให้เกิด ความน่าสนใจ ดังนั้น ในโครงการวิจัยนี้จะดำเนินการสร้างความเชื่อมโยงพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) เหล่านี้ ให้เกิดความน่าสนใจยิ่งขึ้น 2. การเปลี่ยนแปลงด้านกระบวนการ (Process Transformation) เป็นกระบวนการสำคัญที่จะช่วยให้ เกิดความยั่งยืนในพื้นที่ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ การสร้างความร่วมมือ (Collaborations) ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ ดำเนินการ โดยมุ่งเน้นให้เกิดการร่วมกันสร้างกลไกใหม่ในการปฏิบัติงานร่วมกัน ด้วยการแบ่งปันทรัพยากรต่างๆ ที่ อยู่บนพื้นฐานความสมัครใจและผลประโยชน์ของสาธารณะร่วมกัน (วสันต์ เหลืองประภัสร์ และคณะ, 2557) 3. การเปลี่ยนแปลงด้านผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (Stakeholder Transformation) มีหน่วยงานภาครัฐซึ่งเป็น หน่วยงานหลักในการขับเคลื่อน สนับสนุน ซึ่งได้แก่ เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ร่วมกับภาคเอกชน และประชาชน ผู้เป็น เจ้าของพื้นที่ส่วนใหญ่ที่จะมีส่วนสำคัญในการดูแล ปรับปรุง และพัฒนาพื้นที่ให้มีความน่าสนใจอยู่เสมอ บนพื้นฐาน ชุดความคิดที่ว่าทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยอาศัยองค์ความรู้ที่มีอยู่ในสถานศึกษาภายในพื้นที่ทั้งระดับ ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา และการศึกษานอกระบบ ในการสนับสนุนองค์ความรู้ที่จำเป็น เพื่อให้เกิดการ พัฒนาต่อยอดจากสิ่งเดิมที่มีอยู่ให้ดียิงขึ้น ดังนั้นโครงการวิจัยการพัฒนาต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) ผ่านระบบกลไกความร่วมมือเชิง พื้นที่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น กรณีศึกษา เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จึงเป็นโครงการวิจัยที่มุ่งเน้น การพัฒนาเมืองใน มิติต่างๆ ที่ส่งผลต่อความเป็นชุมชน โดยเป็นพื้นที่ทางสังคมที่รวมคนทั้งในระดับบุคคล กลุ่มเพื่อน ครอบครัว ชุมชน เมืองเข้าด้วยกัน โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องท้องถิ่น ซึ่งได้แก่ เทศบางเมืองกาฬสินธุ์ เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ส่งเสริม ให้เกิดความสมานฉันท์ในสังคม รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน |
| รหัสโครงการ | A15F640107 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จริยา อินทนิล |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ |
| รายละเอียด | “เมืองแห่งการเรียนรู้” ปัจจุบันจำนวนประชากรโลกเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งมากกว่าครึ่งของประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในเมือง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 60% ในปี 2030 รวมทั้งเมืองมีบทบาทและมีอิทธิพลต่อการขยายตัวของกิจการในระดับชาติและระดับโลก ทั้งนี้การขยายตัวดังกล่าวทำให้เทศบาลเมืองต่าง ๆ เผชิญกับสิ่งท้าทายที่เกี่ยวข้องกับความสมานฉันท์ในสังคมการพัฒนาเศรษฐกิจ และความยั่งยืน อย่างไรก็ตามเทศบาลเมืองหลาย ๆ แห่ง เริ่มเห็นว่าการดำเนินการตามกลยุทธ์ด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาเพื่อพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ดังนั้น องค์การยูเนสโก โดยสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Institute for Lifelong Learning - UIL) จึงได้จัดตั้งเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก (The UNESCO Global Network of Learning Cities - GNLC) เพื่อช่วยรัฐบาลท้องถิ่นพัฒนากลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรมในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ ซึ่งการศึกษาตลอดชีวิต (Lifelong Education) นั้นมีความเป็นมาที่ยาวนาน โดยเริ่มจากการศึกษาที่ไม่มีรูปแบบจนมาถึงการศึกษาที่มีรูปแบบ และมีระบบมากขึ้นในปัจจุบัน เป็นกระบวนทางการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคคล ทุกรูปแบบ ทุกช่วง ทุกวัย ให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นการเติมเต็มเพิ่มพูนความรู้ประสบการณ์ที่มิได้สิ้นสุด หลังออกจากในระบบโรงเรียนไปแล้ว แต่หมายถึงการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างการศึกษประเภทต่างๆ ในสังคม มุ่งให้บุคคลเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง พัฒนาตนเอง และปรับตนเองให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกอย่างรอบด้าน เป็นการศึกษาที่มุ่งเน้นความเสมอภาค ความเท่าเทียมกันของบุคคลทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย ที่มีความหลากหลายทั้งรูปแบบและวิธีการเป็นเครื่องมือในการที่จะพัฒนาบุคคลให้รู้เท่าทันข้อมูล เทคโนโลยีสารสนเทศ และสภาพสังคม เศรษฐกิจ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอันจะเป็น การพัฒนาบุคคลให้มีคุณภาพ ส่งผลให้บุคคลสามารถดำเนินชีวิตในสังคมโลกอย่างมีประสิทธิภาพรอบด้านสถานการณ์ที่เป็นอยู่เดิม/ลักษณะทางกายภาพปัจจุบัน : เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พุทธศักราช 2480 ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ถือเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทเทศบาลเมือง มีพื้นที่มีพื้นที่ 16.96 ตารางกิโลเมตร ดูแลรับผิดชอบทั้ง 38 ชุมชน มีอาณาเขตติดต่อกับโพนทอง ตำบลหลุบ ตำบลเหนือ และตำบลลำพาน (แผนพัฒนาเทศบาล พ.ศ.2561-2565) โดยมีจำนวนหลังคาเรือนในเขตเทศบาล 13,434 หลังคาเรือน จำนวนประชากรทั้งหมดในพื้นที่ตามฐานทะเบียนราษฎร 35,423 คน (งานทะเบียนราษฎร สำนักปลัดเทศบาล พฤศจิกายน 2554) ซึ่งจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 250 กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่และอำนาจดูแลและจัดทำบริการสาธารณะ และกิจกรรมสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริม และสนับสนุนการจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ได้เรียนรู้ทุกช่วงวัยอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และร่วมมือกับรัฐในการจัดการศึกษาทุกระดับ ดังนั้นเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จึงจำเป็นต้องส่งเสริม สนับสนุน จัดให้มีการศึกษาตั้งแต่ในระดับก่อนประถมศึกษา จนถึงระดับมัธยมศึกษา โดยมีสถานศึกษาในสังกัดเทศบาล ทั้งหมด 9 แห่ง ได้แก่ 1) โรงเรียนเทศบาล 1 กาฬสินธุ์พิทยาสิทธิ์ 2) โรงเรียนเทศบาล 2 วัดสว่างคงคา 3) โรงเรียนเทศบาล 3 วัดเหนือ 4) โรงเรียนเทศบาล 4 วัดใต้โพธิ์ค้ำ 5) โรงเรียนเทศบาล 5 ดงปอ 6) โรงเรียนเทศบาล 6 ทุ่งศรีเมืองประชาวิทย์ 7) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ 8) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ 2 และ 9) โรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ (ที่มา : สํานักการศึกษา เมษายน 2564) ซึ่งจากแผนการดำเนินงานด้านการศึกษาที่ผ่านมาของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ถือได้ว่าดำเนินการสอดคล้องตามแผนพัฒนาการศึกษาท้องถิ่น (พ.ศ. 2561-2565) อย่างชัดเจนภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาการบริหารจัดการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 (8C) ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาคุณลักษณะและค่านิยมที่พึงประสงค์ของผู้เรียน และยุทธศาสตร์ที่ 8 การอนุรักษ์ สืบสานศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 2561)ณ สถานการณ์ปัจจุบันเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์กำลังพบกับความท้าทายด้วยปัจจัยที่หลากหลายและรูปแบบการเรียนรู้ของประชาชนที่เปลี่ยนไป และพบว่าปัจจุบันสภาพปัญหาของการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น คือปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการพัฒนาหลักสูตรที่เป็นปัญหาอันเกิดจากการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมกันสร้างหลักสูตร และร่วมกันนำหลักสูตรไปใช้ อาทิเช่นในประเด็นการไม่เข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนต่อการพัฒนาหลักสูตร การขาดการประสานงานหน้าที่ที่ดีระหว่างหน่วยงาน การไม่เปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนตามแนวทางของหลักสูตร หรือแม้แต่ผู้บริหารระดับต่างๆ เห็นว่าหลักสูตรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ สามารถสะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมาของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ยังไม่สามารถดำเนินการตามแผนพัฒนาการศึกษาท้องถิ่น (พ.ศ. 2561-2565) อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 5 การพัฒนาเครือข่ายทางการศึกษา ท้องถิ่น โดยการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาท้องถิ่นยุทธศาสตร์ที่ 6 การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยการเสริมสร้างความเข้มแข็งของ คณะกรรมการสถานศึกษาและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาครัฐและเอกชนในการจัดการศึกษาท้องถิ่นและยุทธศาสตร์ที่ 7 การพัฒนาศักยภาพผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้เกี่ยวข้องให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาท้องถิ่น (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 2561)กระบวนการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น : ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันที่เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์กำลังประสบ จึงได้เกิดนโยบาย “เมืองน่าศึกษา” ซึ่งเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ได้มองเห็นถึง ความสำคัญของการศึกษา ที่เป็นอาวุธที่ทรงพลังมาพัฒนาเมืองกาฬสินธุ์ให้เป็น “เมืองน่าศึกษา” ใน 4 ประเด็น คือ ประเด็นแรก เนื่องจากจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ จึงให้ความสำคัญกับการศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชุมชนอันเป็นรากฐาน เพื่อพัฒนาให้เกิดแหล่งเรียนรู้และ Landmark ของเมือง ประเด็นที่สองภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ผลักดันการสืบทอดและพัฒนาภูมิปัญญาให้เกิดเป็นองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ประเด็นที่สาม ทุนทางสังคม ใช้ทุนทางสังคมที่ชุมชนมี มาต่อยอดระบบการศึกษา รวมถึงเชื่อมร้อยทุนทางสังคมที่เป็นมนุษย์ เครือข่ายภาคี ให้มีส่วนร่วมในการออกแบบพัฒนาเมืองร่วมกันจนเกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ทุกเพศวัย ประเด็นที่สี่ สังคมผาสุก เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ พัฒนาจัดการศึกษาให้ทั่วถึงและเท่าเทียม โดยสร้างนวัตกรรมการศึกษาและพัฒนาองค์กรให้มีสมถรรถภาพ ผลักดันและพัฒนากิจกรรมสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนจนถึงระดับผู้สูงอายุเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดและจัดทำเป็นโครงการต่าง ๆ อาทิเช่น ศูนย์การเรียนรู้สำหรับทุกเพศทุกวัย โรงเรียนพัฒนาความเป็นเลิศทางด้านกีฬาวอลเลย์บอล ประเพณีบุญซำฮะ หอศิลป์กาฬสินธุ์ พื้นที่สร้างสรรค์เยาวชน ยกระดับคุณภาพศึกษาโรงเรียนเทศบาล ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา และศูนย์เรียนรู้ออนไลน์ กิจกรรม และสถานที่ต่างๆ ดังกล่าวสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนพัฒนาเมืองกาฬสินธุ์ ให้เป็น “เมืองน่าศึกษา” และมีทิศทางการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นอย่างสากล นั่นก็คือ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)” มีความจำเป็นกับสังคมสมัยใหม่อันเป็นผลสืบเนื่องจากความรู้ที่มีมากมาย การเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจที่มีผลต่อประชาชนในการประกอบอาชีพที่ปรับเปลี่ยนไปสู่การพัฒนาใหม่ที่มีผลต่อเป้าหมายของบุคคลและสังคม การศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิตไม่ใช่เป็นเพียงการศึกษาในโรงเรียนเท่านั้น หากแต่ขยายโอกาสสำหรับสมาชิกของชุมชนในเขตพื้นที่บริการในรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยชุมชน (Use of Community) เพิ่มบทบาทของผู้ปกครองและแหล่งเรียนรู้ในชุมชนในการจัดโปรแกรมการศึกษาเชื่อมโยงการเรียนรู้ในชั้นเรียนกับประสบการณ์ในชุมชน ภูมิศาสตร์ย้อนกลับ อาทิเช่นการเรียนรู้วัฒนธรรม นิเวศวิทยาศึกษา และเรื่องราวต่างๆที่ศึกษาเล่าเรียนจะเป็นพลังขับเคลื่อนให้รู้จักบทบาทของตนเองเพิ่มยิ่งขึ้น (https://sites.google.com/site/viewnaiyana/naew-nomkhxng-kar-phathna-hlaksutr) ซึ่งในประเทศไทยการจัดทำหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในมาตรา 27 ที่กำหนดให้การเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นของตน จะทำให้ผู้เรียนไม่เกิดความแปลกแยกกับท้องถิ่น สามารถดำเนินชีวิตและพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริง การเปิดโอกาสให้บุคลากรในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอน เป็นการประสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชน เป็นการผนึกกำลังร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์พัฒนาทางการศึกษาและท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้าตามความต้องการและเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา วัฒนธรรม ฯลฯ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน โดยลักษณะการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นนั้นมี 3 ประเภท คือ 1) หลักสูตรท้องถิ่นที่พัฒนาโดยท้องถิ่นเองทั้งหมด 2) หลักสูตรท้องถิ่นที่พัฒนาขึ้นจากหลักสูตรแม่บทที่ส่วนกลางจัดทำ และ 3) หลักสูตรท้องถิ่นที่พัฒนาสำหรับท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งโดยเฉพาะ ผู้สำหรับผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร ต้องมีการร่วมมือกันหลายฝ่ายเพื่อให้เกิดภาคีเครือข่าย ดังนี้ 1) เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ : ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด ครูสถานศึกษาในสังกัด ศึกษานิเทศก์ นักวิชาการศึกษา 2) ภาคเอกชน : บุคคลอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้หลักสูตร 3) ภาคประชาชน : ปราชญ์ท้องถิ่น ตัวแทนจากชุมชน 4) ผู้เรียน : ตัวแทนจากผู้เรียนทุกช่วงวัย 5) นักวิชาการ: อาจารย์มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น : ถึงแม้ว่าจะมีหน่วยงานองค์กรภาครัฐ องค์กรทางการศึกษาและภาคประชาสังคมเป็นภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อน “เมืองกาฬสินธุ์แห่งการเรียนรู้” ( Learning Kalasin Municipality) มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้อย่างหลากหลาย แต่ยังขาดมิติของการเชื่อมโยง ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เหล่านั้นอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง การเรียนรู้ไม่ครอบคลุมทุกช่วงวัย ขาดการบูรณาการทุกภาคส่วนรวมพลังคนในพื้นที่ในประเด็นเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับช่วงวัยอย่างจริงจัง การสร้างจิตสำนึก รวมถึงการสร้างความผูกพันในการรับรู้คุณค่ามรดกทางปัญญาและมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นให้แก่คนในพื้นที่ในการสร้างการเรียนรู้ ทั้งในรูปแบบหลักสูตรท้องถิ่นและชุดการเรียนรู้ตามอัธยาศัย และสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านพื้นที่การเรียนรู้ด้วยกลไกความร่วมมือระดับเมือง การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นที่เน้นการมีส่วนร่วมในการศึกษาผู้ใหญ่และการศึกษาตลอดชีวิต ทั้งนี้ทั้งนั้นเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ควรมุ่งเน้นการวิเคราะห์เชื่อโยงข้อมูลท้องถิ่นแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น และทรัพยากรบุคคลในท้องถิ่น มาบูรณาการการจัดกระบวนการทางการศึกษาการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับผู้เรียน โดยสร้างให้เกิดภาคีเครือข่ายทั้ง 1) เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ : ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด ครูสถานศึกษาในสังกัดศึกษานิเทศก์ นักวิชาการศึกษา 2) ภาคเอกชน : บุคคลอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้หลักสูตร 3) ภาคประชาชน : ปราชญ์ท้องถิ่น ตัวแทนจากชุมชน 4) ผู้เรียน : ตัวแทนจากผู้เรียนทุกช่วงวัย 5) นักวิชาการ: อาจารย์มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มาร่วมสร้างกรอบหลักสูตรท้องถิ่นของทุกช่วงวัยที่มีการ ผสานและเชื่อมโยงพื้นที่แห่งการเรียนรู้ กิจกรรมและแหล่งสร้างรายได้บนฐานวัฒนธรรมชุมชน และสร้างต้นแบบชุดการเรียนรู้การศึกษาตลอดชีวิตที่สอดคล้องกับเมืองกาฬสินธุ์ จะสามารถยกระดับ การศึกษาของท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อเห็นภาพสุดท้ายคือ สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ ที่เป็นภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนและจัดทำกรอบหลักสูตรท้องถิ่นให้เกิดความเข้มแข็ง พร้อมผลักดันและส่งเสริมให้โรงเรียนภาคีเครือข่ายเป็นเจ้าภาพหลัก และต้นแบบในการขับเคลื่อนความเข้มแข็งการจัดการเรียนรู้ โดยให้โรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งในกลไกการบริหารจัดการเมืองร่วมกับชุมชน ภาคประชาสังคมและภาครัฐ |
| รหัสโครงการ | A15F640135 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | ผศ.ดร.ดำรงศ์พันธ์ ใจห้าววีระพงศ์ |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | เทศบาลเมืองปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช |
| รายละเอียด | ปัจจุบันจำนวนประชากรโลกเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งมากกว่าครึ่งของประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในเมือง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 60% ในปี 2030 รวมทั้งเมืองมีบทบาทและมีอิทธิพลต่อการ ขยายตัวของกิจการในระดับชาติและระดับโลก ทั้งนี้ การขยายตัวดังกล่าวทำให้เทศบาล เมืองต่าง ๆ เผชิญกับสิ่งท้า ทายที่เกี่ยวข้องกับความสมานฉันท์ในสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจ และความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม เทศบาลเมืองหลาย ๆ แห่ง เริ่มเห็นว่า การดำเนินการตามกลยุทธ์ ด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาเพื่อ พัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันมีแนวโน้มว่าจำนวนเมืองและประชาชนที่อยู่ในเมืองจะเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อการพัฒนาทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในเชิงบวกและเชิงลบจำเป็นยิ่งที่จะต้องศึกษาจัด การเมืองเพื่อให้การพัฒนาเมืองเป็นไปอย่างเหมาะสมยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องเป็นเมืองที่สามารถ จัดการ ทรัพยากรที่มีอยู่ในทุกๆ ภาคส่วน เพื่อดำเนินการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ส่งเสริมการ เรียนรู้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานจนถึงระดับอุดมศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ในครอบครัว ชุมชน และที่ทำงาน มีการขยายโอกาสในการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อการเรียนรู้ ส่งเสริมคุณภาพและความเป็น เลิศทางด้านการเรียนรู้ ส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพิ่มขีดความสามารถของแต่ละบุคคลและ การทำงานร่วมกันของคนในเมือง รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เพื่อการพัฒนาเมืองอย่าง ยั่งยืน 1) ประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจและการรวมกลุ่มทางสังคม การพัฒนาทางเศรษฐกิจและความ รุ่งเรืองทางวัฒนธรรม รวมทั้งการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2) คุณลักษณะสำคัญที่จะนำไปสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ 6 ประการ ได้แก่ การส่งเสริมการเรียนรู้ ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงอุดมศึกษา การส่งเสริมการเรียนรู้ในครอบครัวและชุมชน การ อำนวยความสะดวกให้มีการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพในสถานที่ทำงาน การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเกี่ยวกับการ เรียนรู้ที่ทันสมัยการส่งเสริมคุณภาพและความเป็นเลิศในการเรียนรู้ และการสนับสนุนวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอด ชีวิตอย่างเข้มแข็ง 3) เงื่อนไขสำคัญที่เป็นพื้นฐานการสร้างเมืองแห่งความรู้ 3 ประการ ได้แก่ ความมุ่งมั่น และ ความ เข้มแข็งของผู้นำการบริหารเมืองและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งการเคลื่อนย้าย และการใช้ ทรัพยากรเมืองมีความเจริญเติบโตด้วยการพัฒนา มุ่งเน้นการเชื่อมโยงนโยบายเมืองแห่งการเรียนรู้ที่สอดคล้องการดำเนินงาน ในระดับท้องถิ่น การจัดทำแผนปฏิบัติการระดับท้องถิ่นให้การบรรลุเป้าหมายตามหลักการของสถาบันการเรียนรู้ ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Institute for Lifelong Learning - UIL) ได้กำหนดกลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรมในการ สร้างเมืองแห่งการเรียนรู้สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) เมื่อปี พ.ศ. 2558 ตาม กรอบในการพัฒนาแบบองค์รวมในระดับโลกและเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมาย SDGs ดังกล่าวให้สำเร็จภายใน พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) โดยองค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้การพัฒนาด้านการศึกษา อยู่ในเป้าหมายที่ 4 (Sustainable Development Goal 4: SDG4) คือ การสร้างหลักประกันเรื่องคุณภาพ ความ ครอบคลุม และการสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตและเป็นปัจจัยสำคัญซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืนการส่งเสริมพื้นที่เมืองแห่งการเรียนรู้ให้เข้าถึงการใช้ทรัพยากรในทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพพร้อม สนับสนุนให้เกิดการการเรียนรู้สำหรับประชาชนทุกคนในทุกระดับ ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ มีการเรียนรู้อย่างมี คุณภาพ และส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต โดยมีคุณลักษณะที่สำคัญ 6 ประการ ดังต่อไปนี้ ส่งเสริม การเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงอุดมศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ในครอบครัวและชุมชนส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมี ประสิทธิภาพในที่ทำงาน ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ส่งเสริมคุณภาพและความเป็นเลิศในการเรียนรู้ สนับสนุนวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเข้มแข็ง เพื่อเป็นแนวทางกำหนดกรอบทิศทางการพัฒนาท้องถิ่น ให้ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินโยบายของรัฐแผนพัฒนาจังหวัดกรอบยุทธศาสตร์ในการ พัฒนาท้องถิ่นในเขตจังหวัด ตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น พ.ศ.2542 มาตรา 16 บัญญัติให้เทศบาล มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ประกอบกับระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจัดทำแผนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๘ แก้ไขถึง ฉบับที่ 3 พ.ศ.2561 กำหนดให้เทศบาลต้องจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นตามเงื่อนไขสำคัญที่เป็นพื้นฐานการสร้างเมือง แห่งความรู้ 3 ประการ ประกอบด้วย (1) ความมุ่งมั่นและความเข้มแข็งของผู้นำ (2) การบริหารเมืองและการมีส่วน ร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย (3) การจัดสรรและการบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ (แผนงานและส่งเสริมศักยภาพ ของเมือง, 2560 ) เทศบาลเมืองปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นอีกหนึ่งพื้นที่มีองค์ประกอบพื้นฐานการ สร้างเมืองแห่งความรู้เป็นสำคัญ จากดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ "ปากพูนเมืองธรรมาภิบาล สืบสานประเพณี วัฒนธรรมน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติน้ำสะอาด ไฟสว่าง ทางสะดวก" ด้วยลักษณะ ภูมิศาสตร์ภายในพื้นที่มีเป็นที่ราบชายฝั่งทะเล มีเขตการปกครองทั้งหมด 12 หมู่บ้าน คือ บ้านท่าแพ บ้านดอนทะเล บ้านสักงาน บ้านห้วยไทร บ้านสวนจันทร์ บ้านท่าเตียน บ้านบ่อโพธิ์ บ้านปากพูน บ้านตลาดพฤหัส บ้านศาลาปางปู บ้านปากพะยิง บ้านปากน้ำเก่า ตามลำดับ (แผนพัฒนาท้องถิ่นเทศบาลเมืองปากพูน ,2561) ลักษณะภูมิศาสตร์ใน พื้นที่เป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลอ่าวไทย พื้นที่โดยส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มเกิดการทับถมของสันดอนดินปนทรายร้อยละ 70 และพื้นที่ ดินเหนียวและดินเหนียวปนทรายร้อยละ 30 เนื้อที่โดยส่วนใหญ่มีลักษณะดินปนทรายและดินปนทราย และดินตะกอนที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางตามชื่อบ้านนามเมืองที่เรียกขานว่า "ปากน้ำปากพูน" ตามประวัติศาสตร์ภายในพื้นที่มีความสำคัญในการแลกเปลี่ยนสินค้าทางการเกษตรเนื่องประชากร ในพื้นที่ส่วนใหญ่ ประกอบอาชีพเกษตรกรกรรมเป็นอาชีพหลัก ดังนี้ สวนมะพร้าว นาข้าว สวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน สวนสละ และ สวนผัก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีชุมชนประมงในพื้นที่ชายฝั่งบางพื้นที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านเป็นฐานการผลิต เครื่องอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเกิดเป็นการเชื่อมโยงของเครือข่ายการแลกเปลี่ยนสินค้าในลักษณะทาง ภูมิศาสตร์ในจังหวัดนครศรีธรรมราชตามลักษณะภูมิศาสตร์ 4 พื้นที่คือ พื้นที่เทือกเขา พื้นที่ลุ่มน้ำ พื้นที่ชายฝั่งพื้นที่ ราบลุ่ม เพื่อสนับสนุนการทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพ โดยการตั้งหน่วยบริหารจัดการงานวิจัยเชิงพื้นที่ขึ้น เพื่อกำกับ ติดตามและดูแล กระบวนการดำเนินงานวิจัยตั้งแต่ระยะต้นน้ำตลอดจนถึงปลายน้ำ รวมถึงมีการ ปรับแก้กฎระเบียบ ประกาศ ข้อบังคับเชิงนโยบาย อาทิเช่น ประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เรื่อง หลักเกณฑ์การสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อการดำเนินการวิจัยร่วมกับองค์กรอื่น (Matching Fund) พ.ศ.2562 ประกาศ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เรื่อง หลักเกณฑ์ค่าธรรมเนียม และค่าตอบแทนเกี่ยวกับการตีพิมพ์ เผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัยในวารสารของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช พ.ศ. 2562 ประกาศมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราการจัดสรรผลประโยชน์ในผลงาน ทรัพย์สินทางปัญญา พ.ศ.2562 เป็นต้น ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชกำลังดำเนินการปรับแก้โดย การเพิ่มน้ำหนักในการนับภาระงานให้แก่การทำงานวิจัยเชิงพื้นที่ของบุคลากร จึงส่งผลให้การทำงานวิจัยเชิง พื้นที่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชมีประสิทธิภาพและเข้มแข็งเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ยังเป็น มหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาท้องถิ่นมีหน้าที่หลายด้าน ซึ่งสอดรับการจัดการทุนภารกิจด้านวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการ พัฒนาเชิงพื้นที่ การพัฒนาชุมชน หรือท้องถิ่น เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็เป็นอีกบทบาทหน้าที่ที่จะ ช่วยกัน ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ของผู้ประกอบการรายใหม่ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม วิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคมในระดับพื้นที่ เน้นความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภาควิชาการ สถาบันการศึกษาใน พื้นที่ ภาคราชการ จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคมและภาคเอกชน ดังนั้นการมีหลักสูตรแนว บูรณาการ จึงเกิดขึ้นกับการทำงานพื้นที่เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นได้อย่างดียิ่ง สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เป็นการพัฒนาจากทุนทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและทุนทางศิลปวัฒนธรรม เพื่อนำมาใช้ในการสร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่ม ควบคู่กับการอนุรักษ์และพัฒนาไว้ซึ่งเอกลักษณ์นั้นจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจังหวัดที่มีความโดดเด่นด้าน วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติ ครอบคลุมแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรมในมิติเทือกเขา ป่าไม้ นา และทะเล ดังนั้น ความอุดมสมบูรณ์จึงมีสูงมากในทางธรรมชาติ ดังนั้นการบูรณาการเพื่อการศึกษาการบริหารจัดการเมืองที่ดีในสภาวการณ์ที่เจริญขึ้นทุกด้านกับ หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานเกี่ยวข้อง นำไปสู่การจัดทำแผนและแนวทางพัฒนาเมือง คนในชุมชน เมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 มาตรา 16 บัญญัติให้เทศบาล มีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ประกอบกับ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจัดทำแผนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2548 แก้ไขถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2561 กำหนดให้เทศบาลต้องจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น เพื่อกำหนดกรอบทิศทางและแนวทางในการพัฒนาท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินโยบายของรัฐแผนพัฒนาจังหวัดกรอบยุทธศาสตร์ในการ พัฒนาท้องถิ่นในเขตจังหวัด และนโยบายของผู้บริหารท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปากพูนมีเนื้อที่ส่วนใหญ่มีลักษณะดินปนทรายและดินตกตะกอนที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง รูปร่างของตำบลเป็นแนวยาวและอยู่บนภูมิ ประเทศที่เป็นสันดอนจากการตกตะกอนทับถมของทรายทำให้มีปัญหาเรื่องการระบายน้ำ ส่วนชายทะเลจะมีพื้นที่ป่า ชายเลนอยู่ในสภาพพื้นที่น่าเป็นห่วง ในปัจจุบัน เนื่องจากทรัพยากรเหล่านี้กำลังประสบปัญหากับสภาวะแวดล้อมเป็น พิษทางน้ำ เนื่องจากการบุกรุกสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยริมคลองและมีคลองที่สำคัญอยู่ 2 สาย คือ คลองท่าแพ ต้นน้ำเขา หลวงผ่านจากคลองบ้านตาลไหลผ่านตำบลท่างิ้ว ต้นน้ำมาจากอำเภอพรหมคีรีไหลออกสู่ปากอ่าวไทยบริเวณปากน้ำ คลองปากพะยิง ต้นน้ำจากเทือกเขาหลวงไหลผ่านอำเภอพรหมคีรี บ้านหลาโอนไหลสู่อ่าวไทย ซึ่งการวิเคราะห์ศักยภาพเพื่อประเมินสภาพการณ์พัฒนาในปัจจุบัน และโอกาสในการพัฒนาในอนาคต ของเทศบาลเมืองปากพูน เป็นการประเมินถึงโอกาสและภาวะคุกคามหรือข้อจำกัด อันเป็นสภาวะแวดล้อม ภายนอกที่มีผลต่อการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของท้องถิ่น อันเป็นสภาวะแวดล้อมภายในของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้เทคนิคการ SWOT ANALYSIS เพื่อพิจารณาศักยภาพการพัฒนาของแต่ละ ยุทธศาสตร์เทศบาลเมืองปากพูน ได้รวบรวมปัญหา ความต้องการของประชาชนในเขตเทศบาล ซึ่งได้จากการจัด ประชาคมท้องถิ่น และข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นำมาจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2561-2565) เทศบาลเมืองปากพูน โดยผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการพัฒนาเทศบาลเพื่อใช้เป็นกรอบทิศทางในการ พัฒนาเทศบาลจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการพัฒนาเทศบาลเมืองปากพูนต่อไป (เทศบาลเมืองปากพูน, 2561) ประกอบการลงพื้นที่เพื่อค้นหาโจทย์วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) การพัฒนาเมืองน่าอยู่และการกระจายศูนย์กลางความเจริญ สอดคล้องกับการพัฒนาในอนาคตของเทศบาลเมือง ปากพูน ที่สามารถสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นและคุณภาพชีวิตในพื้นที่ ได้ข้อมูลถึงการพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ถึง 11 แหล่ง ได้แก่ ป่าชายเลน เครื่องปั้นดินเผา ป่าชุมชน น้ำตาลมะพร้าว อาหารทะเล ผักปลอดสารพิษ หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเล จืด ประมงพื้นบ้าน ตลาดน้ำ การแกะหนังตะลุง และการเลี้ยงผึ่ง ซึ่งปรากฏว่าหลายแหล่งเรียนรู้ที่กล่าวมา สามารถต่อ ยอดได้อยู่ 3 แหล่ง คือ ป่าชายเลน น้ำตาลมะพร้าว ผักปลอดสารพิษ และศักยภาพอื่นที่มีความเพียบพร้อมให้ปากพูน เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเข้มแข็งหรือความพร้อมความมุ่งมั่นของผู้นำ ซึ่งเป็นเงื่อนไขหนึ่ง ที่สำคัญ พื้นฐานในการสร้างเมืองแห่งความรู้ตามหลักการของสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO) เห็น ได้จากกรณีคระผู้บริหารตำบลนำโดย นายธนาวุฒิ ถาวรพราหมณ์ นายกองค์การองค์การบริหารส่วนตำบลปากพูน (ขณะนั้น) ผลักดันฐานะจากองค์การบริหารส่วนตำบลปากพูน ขึ้นเป็นเทศบาลเมืองปากพูน โดยประกาศ กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554 จัดตั้งเป็นเทศบาลเมืองปากพูน จะเห็นได้ว่าปากพูนมีศักยภาพมี ความพร้อมยิ่งเลื่อนขั้นข้ามผ่านการเป็นเทศบาลตำบล มาเป็นเทศบาลเมืองในคราวเดียว และในขณะเดียวกัน ใน การเป็นสังคมเมืองปากพูน สำคัญยิ่งเมืองปากพูนซึ่งเป็นเมืองแห่งพื้นที่ตั้งของแหล่งสำคัญหลายแหล่ง เช่น กองทัพ ภาคที่ 4 ท่าอากาศยานนครศรีธรรมราช สนามบินเอกชน เป็นต้น และปากพูนถือว่าเป็นพื้นที่ที่ถูกจัดวางและมี นโยบาย ในการขยายการพัฒนาของรัฐบาลและจังหวัด ประกอบด้วย ขยายสนามบินนครศรีธรรมราช ให้เป็นสนามบินนานาชาติ ตัดเชื่อมต่อถนน 4 เลน สัญจรเพิ่มในพื้นที่ นอกจากนี้มีการขยายตัวของบ้าน จัดสรร อสังหาริมทรัพย์ จำนวนหลายโครงการ ขณะที่เมืองกำลังขยายและเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ประชาชน ในพื้นที่ชุมชนชนปากพูนส่วนใหญ่ยังคงมีวิถีชีวิตประจำวันผูกพันสังคมชนบทแบบดั้งเดิม สอดคล้องกับหลักการของ UNESCO ที่ได้นิยามเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) นั่นต้องมีความหลากหลายฯ ในพื้นที่ ตรงกับเป้าหมาย การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ด้วยเหตุผลดังกล่าวคณะผู้วิจัยและผู้บริหาร ตำบลปากพูนสรุปเห็นพ้องตรงกันว่าจะบูรณาการสร้างเมืองปากพูนให้เป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) จากความสำคัญดังกล่าวมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชจึงได้ดำเนินงานวิจัยเชิงพื้นที่โดยการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาพื้นที่แบบบูรณาการร่วมกับหน่วยงานรัฐ ชุมชน หน่วยงานเอกชน และกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ในพื้นที่ พบว่าโครงการประสบผลสำเร็จอย่างสูง สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นทั้งในส่วนของหน่วยงานต่างๆ และชุมชนในพื้นที่ ดังนั้นในโครงการ flagship ในปีงบประมาณ พ.ศ.2564 นี้ ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏ นครศรีธรรมราชจึงได้ทำโครงการวิจัย เรื่อง "การยกระดับการเรียนรู้ของประชาชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านพื้นที่การเรียนรู้ด้วยกลไกความร่วมมือระดับ เมือง ภายใต้ฐานทรัพยากรชีวภาพและอัตลักษณ์วัฒนธรรม" โดยมี 5 โครงการย่อยภายใต้แผนงานวิจัยนี้การวิจัย ดังนี้ 1) อุโมงค์โกงกาง : ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อพัฒนาและยกระดับสู่การพัฒนาพิพิธภัณฑ์มีชีวิต สนับสนุนการเรียนรู้สู่ความยั่งยืนต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์และการ บริการในพื้นชุมชนเมืองปากพูน ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เกลอปากพูน : การสร้างกลไกความร่วมมือและเครือข่ายพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้พิพิธภัณฑ์มีชีวิตเพื่อสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นและคุณภาพชีวิตในพื้นที่ เทศบาลเมืองปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 3) พร้าวผูกเกลอ : กระบวนการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ในการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตเพื่อยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น และคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบการชาวสวนมะพร้าวในพื้นที่เทศบาลเมืองปากพูน ตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 4) ทุนประวัติศาสตร์ปากพูนเพื่อสร้างความภูมิใจในท้องถิ่นและการฟื้นฟูทรัพยากร และ 5) การประเมินและพัฒนาระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ ของชาวชุมชนเทศบาลเมืองปากพูนตำบลปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ภายใต้แผนงานย่อยการพัฒนากลไกการพัฒนาเมืองและกติการ่วมของการพัฒนาเมือง โปรแกรม (Program) การพัฒนาเมืองน่าอยู่และการกระจายศูนย์กลางความเจริญ เพื่อนำประสบการณ์และความสำเร็จสู่ทุกภาคส่วนตามกลไกความร่วมมือ ทั้งนี้เป้าหมายสูงสุดของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราชและเทศบาลเมืองปากพูน ต้องการยกระดับเมืองปากพูน ตำบลปากพูน อำเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนในชุมชนปากพูนในที่สุด |
| รหัสโครงการ | A15F640135 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | รองศาสตราจารย์ ดร.สุภาวดี รามสูตร |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | เทศบาลเมืองปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช |
| รายละเอียด | จากการประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 10 ได้ รับรองแผน กลยุทธ์สำหรับระยะ 2562-2563 (Strategic Plan for Biodiversity 2011-2020 and the Aichi Targets) ที่ตระหนักในคุณค่าและได้รับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนาและนำไปสู่การใช้ประโยชน์อย่าง ชาญฉลาด เพื่อธำรง รักษาบริการจากระบบนิเวศ และผดุงพื้นพิภพที่สมบูรณ์พูนผลให้ยั่งยืน รวมทั้ง อำนวยผลประโยชน์ที่สำคัญยิ่ง ให้แก่มนุษย์และธรรมชาติทั้งปวง โดยใช้ยุทธศาสตร์การวิจัยเพื่อชี้นำและ สนับสนุนให้เกิดการวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพและขับเคลื่อนให้มีการนำผลวิจัยดังกล่าวในการ เสริมสร้างความอุดมสมบูรณ์ของความหลากหลายทางชีวภาพให้เป็นฐานที่มั่นคงของการดำรงชีวิตของคน ไทยควบคู่กับการวิจัยคุณค่าความหลากหลายทางชีวภาพให้เกิดการนำมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจของ ประเทศอย่างยั่งยืน รวมทั้งสร้างกลไกในการเข้าถึงและเกิดการแบ่งปันผลประโยชน์จากการพัฒนาความ หลากหลายทางชีวรูปที่มีความยุติธรรมและเท่าเทียมให้กับประเทศ ตลอดจนพัฒนาคุณค่าเพื่อใช้ประโยชน์ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจระดับชุมชนและระดับประเทศ ยุทธศาสตร์การวิจัยรายประเด็นด้านความหลากหลาย ทางชีวภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อชี้นำและสนับสนุนให้เกิดการสร้างงานวิจัยที่สามารถนำมาใช้ลดอัตราการ สูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถธำรงรักษาระบบนิเวศประเภทต่างๆ ชนิดพันธุ์ แหล่งพันธุกรรมที่สำคัญ และคุ้มครององค์ประกอบความหลากหลายทางชีวรูปที่เกี่ยวข้องไว้ได้ อย่างยั่งยืน การสร้างทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม และการศึกษาวิจัยการใช้ประโยชน์ความ หลากหลายเป็นไปตามหลักการการเข้าถึงและการแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม (ภาณุวัตร, 2563) ทีมผู้วิจัยตระหนักถึงความสำคัญ และสนใจในการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์ในพื้นที่ป่าโกงกาง ซึ่งเป็นป่าไม้ที่ขึ้นบริเวณป่าชายเลน มีระบบ ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อน เชื่อมต่อระหว่างระบบนิเวศบนบกและนิเวศทางทะเล ทำ หน้าที่ช่วยเก็บกักตะกอนและกลั่นกรองความสกปรกที่เกิดจากกิจกรรมบนบก และรักษามวลดินและหน้า ดินไม่ให้ถูกพัดพาออกจากขอบฝั่งและริมตลิ่ง (ความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและชายฝั่ง, 2564) ป่าชายเลนเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงที่มีคุณค่าและมีความสำคัญต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิต ต่างๆ ทั้งการใช้ประโยชน์โดยทางตรงและทางอ้อม อาทิ เป็นแหล่งอาหาร ยารักษาโรค แหล่งอนุบาลและ หลบภัยสัตว์น้ำวัยอ่อน ที่มีผลต่อการประมงและความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ (แสงจันทร์ และ คณะ, 2561) โดยเน้นอุโมงค์ป่าโกงกางหรืออุโมงค์อเมซอนเป็นพื้นที่ศึกษาความหลากหลาย เนื่องจาก พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งท่องเที่ยว และเป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพอันเป็นแหล่งสนับสนุน ปัจจัยการดํารงชีวิตของคนในชุมชนโดยเฉพาะชุมชนในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองปากพูน ตำบลปากพูน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช เนื่องจากคนในท้องถิ่นได้เข้าไปใช้ประโยชน์ผลผลิต จากป่าเพื่อใช้บริโภคตามฤดูกาล เช่น ผลไม้ป่า เห็ด หน่อไม้ แมลงต่างๆ ฯลฯ จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้ เห็นถึงฐานข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติป่าชายเลนที่สมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตามยังขาดการจัดการข้อมูล เกี่ยวกับฐานทรัพยากรดังกล่าวอย่างเป็นระบบ ดังนั้นจึงนำมาสู่ความสนใจในการศึกษาความหลากหลาย ของพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ข้อมูลด้านทรัพยากรชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่อุโมงค์ป่าโกงกาง (local study) ผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ชุมชน (local product) เพื่อที่จะนำข้อมูลพื้นฐานดังกล่าวไปเก็บ รวบรวมและดำเนินการจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิต (living museum) ส่งเสริมให้เกิดการสร้างเครือข่าย ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับองค์การเทศบาลตำบลท้องถิ่นและชุมชนในท้องถิ่น สำหรับวิธีการดำเนินงานวิจัยประกอบด้วยการศึกษาและสำรวจความหลากหลายของ ทรัพยากรพืช-สัตว์และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยทำการเก็บตัวอย่างพันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ ถ่ายภาพตาม ธรรมชาติ จำแนกชนิดและการตรวจสอบความถูกต้อง และมีการสำรวจทางอ้อมโดยใช้การพูดคุยกับ ชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่น เพื่อเสริมความหลากชนิดของพืช-สัตว์ที่ไม่พบจากการค้นหาโดยตรง และนำ ผลการวิจัยนี้เป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อจัดทำเป็นฐานข้อมูลความหลากหลายด้านทรัพยากรชีวภาพและภูมิ ปัญญาท้องถิ่นในพื้นที่อุโมงค์ป่าโกงกาง ซึ่งจะถูกนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มีชีวิต นอกจากนี้ยังรวมไปถึง การออกแบบบรรจุภัณฑ์ผลิตภัณฑ์น้ำผึ้งที่พบในพื้นที่ป่าอุโมงค์โกงกาง ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้เทศบาลเมือง ปากพูนเป็นพื้นที่เรียนรู้ของคน เกิดการหวงแหน และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสร้างความ ร่วมมือระหว่างเครือข่ายท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการพัฒนาทางการศึกษาและการเรียนรู้ นอกจากนี้ทางด้าน เศรษฐกิจโดยเฉพาะการท่องเที่ยว และความภาคภูมิใจของเมืองแห่งการเรียนรู้ และนำไปสู่การพัฒนา อย่างยั่งยืน |
| รหัสโครงการ | มรภ.-บพท. 020/2564 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชษฐา มุหะหมัด |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | เทศบาลเมืองปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช |
| รายละเอียด | พระราชบัญญัติกำหนดแผน และขั้นตอนการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา 16 บัญญัติให้เทศบาลมีอำนาจหน้าที่ในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง ประกอบกับระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วย การจัดทำแผนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 แก้ไขถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2561 กำหนดให้เทศบาลต้องจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น เพื่อกำหนดกรอบทิศทาง และแนวทางในการพัฒนาท้องถิ่นให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ นโยบายของรัฐ แผนพัฒนาจังหวัดกรอบยุทธศาสตร์ในการพัฒนาท้องถิ่น ในเขตจังหวัด และนโยบายของผู้บริหารท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พื้นที่ปากพูน มีเนื้อที่ส่วนใหญ่มีลักษณะดินปนทรายและดินตกตะกอน ที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง รูปร่างของตำบลเป็นแนวยาวและอยู่บนภูมิประเทศที่เป็นสันดอน จากการตกตะกอนทับถมของทรายทำให้มีปัญหาเรื่องการระบายน้ำ ส่วนชายทะเลจะมีพื้นที่ป่าชาย เลนอยู่ในสภาพพื้นที่น่าเป็นห่วงในปัจจุบัน เนื่องจากทรัพยากรเหล่านี้กำลังประสบปัญหากับสภาวะ แวดล้อมเป็นพิษทางน้ำ เนื่องจากการบุกรุกสร้างบ้านเรือนที่อยู่อาศัยริมคลองและมีคลองที่สำคัญอยู่2 สาย คือ คลองท่าแพ ต้นน้ำเขาหลวงผ่านจากคลองบ้านตาลไหลผ่านตำบลท่างิ้ว ต้นน้ำมาจาก อำเภอพรหมคีรี ไหลออกสู่ปากอ่าวไทยบริเวณปากน้ำคลองปากพยิง ต้นน้ำจากเทือกเขาหลวง ไหลผ่านอำเภอพรหมคีรี บ้านหลาโอนไหลสู่อ่าวไทย จากการวิเคราะห์ศักยภาพเพื่อประเมินสภาพการณ์พัฒนาในปัจจุบัน และโอกาส ในการพัฒนาในอนาคตของเทศบาลเมืองปากพูน เป็นการประเมินถึงโอกาสและภาวะคุกคามหรือ ข้อจำกัดอันเป็นสภาวะแวดล้อมภายนอกที่มีผลต่อการพัฒนาท้องถิ่น รวมถึงจุดแข็งและจุดอ่อน ของท้องถิ่น อันเป็นสภาวะแวดล้อมภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้เทคนิคการ SWOT ANALYSIS เพื่อพิจารณาศักยภาพการพัฒนาของแต่ละยุทธศาสตร์เทศบาลเมืองปากพูนได้รวบรวม ปัญหาความต้องการของประชาชนในเขตเทศบาล ซึ่งได้จากการจัดประชาคมท้องถิ่นและข้อมูล จากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง นำมาจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ. 2561-2565) ของเทศบาล เมืองปากพูน โดยผ่านการกลั่นกรองของคณะกรรมการพัฒนาเทศบาลเพื่อใช้เป็นกรอบทิศทาง ในการพัฒนาเทศบาลจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการพัฒนาเทศบาลเมืองปากพูนต่อไป (เทศบาล เมืองปากพูน, 2561) ดังนั้นคณะผู้วิจัยจึงลงพื้นที่เทศบาลเมืองปากพูนเพื่อค้นหาโจทย์วิจัยเกี่ยวกับการพัฒนา เมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) การพัฒนาเมืองน่าอยู่และการกระจายศูนย์กลางความเจริญ สอดคล้องกับการพัฒนาในอนาคตของเทศบาลเมืองปากพูนที่สามารถสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น และคุณภาพชีวิตในพื้นที่ จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้นทราบถึงแหล่งเรียนรู้ 11 แหล่ง ได้แก่ ป่าชายเลน เครื่องปั้นดินเผา ป่าชุมชน น้ำตาลมะพร้าว อาหารทะเล ผักปลอดสารพิษ หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเล จืด ประมงพื้นบ้าน ตลาดน้ำ การแกะหนังตะลุง และการเลี้ยงผึ้ง ซึ่งปรากฏว่าหลายแหล่งเรียนรู้ ที่กล่าวมาสามารดต่อยอดได้อยู่ 2 แหล่ง คือ แหล่งฐานทรัพยากรธรรมชาติป่าโกงกาง และแหล่งฐาน ทางวัฒนธรรม เช่น สถานประกอบการสวนมะพร้าว การทำน้ำผึ้งป่า และประวัติศาสตร์ปากพูน ซึ่งสามารถเป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) ผู้วิจัยกำหนดวัตถุประสงค์ ในการศึกษาประกอบด้วย 1) เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือและเครือข่ายพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์มีชีวิตเพื่อสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นและคุณภาพชีวิตในพื้นที่เทศบาลเมืองปากพูน จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อสร้างการเรียนรู้เพื่อสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นและคุณภาพชีวิตในพื้นที่ เทศบาลเมืองปากพูน จังหวัดนครศรีธรรมราช 3) เพื่อสร้างเส้นทางการเรียนรู้พิพิธภัณฑ์มีชีวิต เพื่อสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นและคุณภาพชีวิตในพื้นที่เทศบาลเมืองปากพูน จังหวัดนครศรีธรรมราชและนำข้อมูลที่ผ่านการเก็บรวบรวมอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการ และเผยแพร่องค์ความรู้ ที่มีคุณค่าเพื่อประโยชน์ต่อการนำไปพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป |
| รหัสโครงการ | มรภ.-บพท. 021/2564 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | ดร. จิตติมา ดำรงวัฒนะ |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | เทศบาลเมืองปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช |
| รายละเอียด | เทศบาลเมืองปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นอีกหนึ่งพื้นที่มีองค์ประกอบ พื้นฐานการสร้างเมืองเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) จากดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “ปากพูนเมือง ธรรมาภิบาล สืบสานประเพณีวัฒนธรรมน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียง ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ น้ำสะอาด ไฟ สว่าง ทางสะดวก” ด้วยลักษณะภูมิศาสตร์ภายในพื้นที่เป็นที่ราบชายฝั่งทะเล มีเขตการปกครองทั้งหมด 12 หมู่บ้าน คือ บ้านท่าแพ บ้านดอนทะเล บ้านสักงาน บ้านห้วยไทร บ้านสวนจันทร์ บ้านท่าเตียน บ้าน บ่อโพธิ์ บ้านปากพูน บ้านตลาดพฤหัส บ้านศาลาปางปู บ้านปากพยิง บ้านปากน้ำเก่าตามลำดับ (แผนพัฒนาท้องถิ่นเทศบาลเมืองปากพูน, 2561) ลักษณะภูมิศาสตร์ในพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลอ่าว ไทย พื้นที่โดยส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มเกิดการทับถมของสันดอนดินปนทราย ร้อยละ 70 และพื้นที่ดินเหนียว และดินเหนียวปนทราย ร้อยละ 30 เนื้อที่โดยส่วนใหญ่มีลักษณะดินปนทราย และดินตะกอนที่มีความอุดม สมบูรณ์ปานกลางตามชื่อบ้านนามเมืองที่เรียกขานว่า “ปากน้ำปากพูน” ตามประวัติศาสตร์ภายในพื้นที่มี ความสำคัญในการแลกเปลี่ยนสินค้าทางการเกษตร เนื่องจากประชากรในพื้นที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ เกษตรกรกรรมเป็นอาชีพหลัก ดังนี้ สวนมะพร้าว นาข้าว สวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน สวนสละ และ สวนผัก เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีชุมชนประมงในพื้นที่ชายฝั่ง บางพื้นที่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้านเป็น ฐานการผลิตเครื่องอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเกิดเป็นการเชื่อมโยงของเครือข่ายการ แลกเปลี่ยนสินค้าในลักษณะทางภูมิศาสตร์ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ตามลักษณะภูมิศาสตร์ 4 พื้นที่ คือ พื้นที่เทือกเขา พื้นที่ลุ่มน้ำ พื้นที่ชายฝั่งพื้นที่ราบลุ่ม (เมือง) โดยใช้เส้นทางน้ำในการคมนาคมโดยอาศัย เส้นทางเรือล่องมาตามแม่น้ำออกสู่ชายฝั่งปากน้ำอ่าวไทยตามคำนิยามศัพท์ว่า เรือเหนือ ซึ่งใช้เป็นเรือเป็นศูนย์กลางในการขนส่งแลกเปลี่ยนสินค้า ท่ามกลางกระแสการแลกเปลี่ยนสินค้าเกิดพันธะเครือข่าย ระหว่างผู้แลกเปลี่ยนสินค้าที่เดินทางจากเส้นทางเทือกเขาออกสู่อ่าวชายฝั่งทะเล จนก่อเกิดคำว่า “การผูก เกลอ” เมื่อมีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่นจึงมีการปรองดองสนิทสนมซึ่งที่มาของคำว่า “ผูกเกลอเขา– เกลอเล” ที่สื่อถึงกระบวนการการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตแบบดั้งเดิมสู่การบูรณาการเกษตรแบบ ผสมผสานระบบความสัมพันธ์ในความทรงจำทางสังคมวิถีการผลิตของชาวสวนมะพร้าวในพื้นที่ปากน้ำ ปากพูน พบว่า ลักษณะการจัดสวนมะพร้าวความสัมพันธ์กับภูมิศาสตร์ ซึ่งมีอาณาเขตแบ่งตามเส้นทางน้ำ บริเวณพื้นที่ “ปากน้ำปากพูน” เป็นพื้นที่ปากอ่าวที่มีทรัพยากรธรรมชาติ มีป่าชายเลนยังคงความอุดม สมบูรณ์ ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนได้ จึงเป็นเหตุปัจจัยที่ดึงดูดให้ชาวบ้านพื้นที่นิยม ปลูกต้นมะพร้าว (ภาษาถิ่นเรียกว่า หน่วยพร้าว) เป็นพืชท้องถิ่นดั้งเดิมที่มีการเจริญเติบโตในพื้นที่เป็นดิน ร่วน หรือร่วนปนทราย อุ้มน้ำได้ดี เหมาะสมกับลักษณะภูมิอากาศชายฝั่งทะเล การปลูกสวนมะพร้าวตาม พื้นที่สันดอนจากการทับถมของดินตะกอนทรายริมตลิ่งปากอ่าวจนถึงชายฝั่งปากอ่าวริมทะเลอ่าวไทย เป็น พื้นที่จุดนัดพบในเส้นทางสัญจรทางน้ำหรือจุดจอดเทียบท่าของเรือเหนือ (เรือเหนือ คือ เรือที่ใช้บรรทุก สินค้าล่องตามแม่น้ำจากพื้นที่บริเวณเทือกเขาสู่ริมชายฝั่งปากแม่น้ำ) ระบบความสัมพันธ์กับชุมชน ภายนอก การแลกเปลี่ยนผลผลิตเพื่อเป็นปัจจัยในการดำรงชีพ ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของชุมชน กลุ่มคนใน ชุมชนจะนำผลผลิตมาแปรรูปแล้วบรรทุกลงบนลำเรือ และล่องลงไปตามแม่น้ำเพื่อแลกเปลี่ยน เช่น ผลไม้ พืชผัก สมุนไพร แลกเปลี่ยนกับข้าวสาร ปลาแห้ง เกลือ กะปิ เป็นต้น นำสู่ช่องการแลกเปลี่ยนวิถีชีวิตใน ความสัมพันธ์ระบบการผูกเกลอ (ผูกเกลอ คือ การสร้างความสัมพันธ์แบบผูกมิตรบนพื้นที่ทางเศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ดังต่อไปนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างชาวปากน้ำปากพูนกับกลุ่มชาวเหนือ (ชาวเหนือ คือ กลุ่ม ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ลักษณะภูมิศาสตร์เทือกเขา ส่วนใหญ่จะทำสวนผลไม้ พืชผัก และเก็บเกี่ยวพืชสมุนไพรใน ป่า) ความสัมพันธ์ระหว่างชาวปากน้ำปากพูนกับกลุ่มชาวนอก (ชาวนอก หรือชาวนอกเขา คือ กลุ่มผู้ที่อยู่ ในพื้นที่ลักษณะภูมิศาสตร์พื้นที่เขตลุ่มน้ำ อาศัยอยู่ตามที่ราบลุ่มริมฝั่งทะเลตะวันออกนอกตัวเมืองออกไป มีอาชีพทำนา ปลูกผัก จักสานเครื่องใช้สอยในครัวเรือน)ความสัมพันธ์ระหว่างชาวปากน้ำปากพูนกับกลุ่ม ชาวเมือง (ชาวเมือง หรือชาวหลาด (ตลาด) คือกลุ่มที่อาศัยในบริเวณตัวเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็น แหล่งรวมตลาดสินค้า ส่วนใหญ่จะมีอาชีพรับราชการ ค้าขายสินค้าต่างๆ) ความสัมพันธ์ระหว่างชาว ปากน้ำปากพูนกับกลุ่มชาวเล (ชาวเลหรือชาวปากเล คือ กลุ่มที่อาศัยในบริเวณริมชายฝั่งทะเล ส่วนใหญ่ ทำประมงล่องเรือจับปลา สัตว์น้ำกลางท้องทะเล และถักทอเครื่องมือดักจับสัตว์น้ำ) จากปรากฏการณ์ ดังกล่าวจึงเป็นจุดเริ่มต้นของระบบความสัมพันธ์ เกลอเขา–เกลอเล ของชาวสวนมะพร้าวบริเวณพื้นที่ ปากน้ำปากพูน จึงนับได้ว่า “มะพร้าวเป็นพืชผลแห่งความผูกพันกับวิถีชีวิตของชาวปากน้ำปากพูน” อย่าง ต่อเนื่องแม้นในยุคปัจจุบัน พื้นที่เทศบาลเมืองปากพูนส่วนใหญ่ยังมีการปลูกมะพร้าวไว้ในบริเวณบ้าน รวมถึงในพื้นที่สวนเกษตรกรรมทั้ง 12 หมู่บ้าน จึงเป็นเหตุให้ชาวบ้านส่วนใหญ่มีรายได้เสริมจากการจำหน่ายสินค้าจากสวนมะพร้าวครบวงจร ขั้นตอนการผลิต ขั้นตอนการแปรรูป ขั้นตอนการบริโภค ขั้นตอนการจำหน่าย ขั้นตอนการส่งออกภายในชุมชน และเครือข่ายตลาดภายนอกชุมชน จากปรากฏการณ์ที่กล่าวข้างต้น คณะวิจัยจึงลงพื้นที่เพื่อค้นหากลุ่มผู้ประกอบการชาวสวน มะพร้าวที่ถือครองที่ดินในการทำการเกษตรขนาด 5 ไร่ขึ้นไป มีอาชีพหลักจากการขายมะพร้าวตลอดทั้งปี พบจำนวน 5 แหล่ง ดังนี้ สวนมะพร้าวลุงแดง สวนมะพร้าวบ้านพ่อเชื่อง สวนมะพร้าวสวนปันสุข สวน มะพร้าวบ้านสวนพอเพียง และสวนมะพร้าวแบบสมรมเอกาพันธุ์ ซี่งมีแบบแผนการผลิตในการเลือกพื้นที่ ที่แตกต่างกันไปคือ (1) การปลูกมะพร้าวในพื้นที่ดินตะกอน (2) การปลูกมะพร้าวในพื้นที่นากุ้งเก่า (3) การ ปลูกมะพร้าวผสมผสานกับบ่อปลา (3) การปลูกมะพร้าวผสมผสานกับคอกไก่ คอกเป็ด (4) การปลูกเลี้ยง ด้วง และแมลงในลำต้นมะพร้าว ซึ่งมีการสืบทอดภูมิปัญญา ชุดองค์ความรู้ในการปรับเปลี่ยนแปรรูป ผลผลิต คือการแปรรูปเนื้อมะพร้าวผลอ่อน การแปรรูปเนื้อมะพร้าวผลแก่ การแปรรูปน้ำมะพร้าว การ แปรรูปช่อดอกมะพร้าว (น้ำช่อดอกมะพร้าว, น้ำตาลปึก) การแปรรูปยอดมะพร้าวอ่อน การแปรรูปไม้ลำ ต้นมะพร้าว การแปรรูปกาบเปลือกผลมะพร้าวเป็นปุ๋ย เพื่อนำชุดองค์ความรู้ครั้งนี้ไปพัฒนาสู่แผนพัฒนา อาชีพผู้ประกอบการชาวสวนมะพร้าว และศูนย์การเรียนรู้ตามอัธยาศัย โรงเรียนมะพร้าวครบวงจร คณะวิจัยจึงได้กำหนดโจทย์วิจัยเรื่อง พร้าวผูกเกลอ : กระบวนการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ทางธุรกิจใน การปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตเพื่อยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่น และคุณภาพชีวิตของผู้ประกอบการชาวสวน มะพร้าว ในพื้นที่เทศบาลเมืองปากพูน จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อให้ประเด็นการศึกษาที่การค้นพบ ข้อเท็จจริงจากการศึกษาในครั้งนี้นำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) การ พัฒนาเมืองน่าอยู่และการกระจายศูนย์กลางความเจริญ สอดคล้องกับการพัฒนาในอนาคตของเทศบาล เมืองปากพูน ที่สามารถสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น และคุณภาพชีวิตในพื้นที่นำไปสู่กระบวนการขับเคลื่อน เมืองแห่ง การเรียนรู้สู่ความยั่งยืนสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) อย่างสมบูรณ์แบบ |
| รหัสโครงการ | มรภ. - บพท. 022/2564 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | มานะ ขุนวีช่วย |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | เทศบาลเมืองปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช |
| รายละเอียด | เงื่อนไขสำคัญที่นำมาสู่การพัฒนาโครงการวิจัยนี้มีประเด็นสำคัญ คือ ประการแรก ทีมวิจัย เชื่อว่า ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เป็นทุนที่สำคัญของชุมชนอย่างหนึ่ง ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นส่งผลต่อ สำนึกหรือความตระหนักถึงคุณค่าของตัวเองและชุมชน เป็นความรู้สำหรับการกำหนดนโยบายการ พัฒนาให้สอดคล้องและเหมาะสมกับศักยภาพและข้อจำกัดของแต่ละท้องถิ่น รวมทั้งเป็นองค์ความรู้ที่ ช่วยให้มีความสมดุลแก่การศึกษาประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับศูนย์กลางมาก เกินไป นับได้ว่าความสำคัญและบทบาทของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงเป็นทุนทางสังคมที่สามารถนำไป เป็นเครื่องมือใช้ขับเคลื่อนการจัดการทรัพยากรให้เกิดความยั่งยืนและเห็นคุณค่าของท้องถิ่นได้ และเมื่อนำมาพิจารณาในเชิงพื้นที่ของเทศบาลเมืองปากพูน อำเภอเมือง จังหวัด นครศรีธรรมราช ก็จะพบลักษณะความพิเศษของทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมที่มีความโดดเด่น ส่วนในมิติประวัติศาสตร์นั้นก็พบความทรงจำร่วมของคนรุ่นเก่าในพื้นที่ 3 ประเด็น ที่อาจนำมาเป็น พลังให้เกิดความเข้มแข็งกับชุมชนได้ ประเด็นที่ 1 ความทรงจำหรือความรับรู้ของผู้คนเกี่ยวกับ สงครามมหาเอเชียบูรพา กรณีการขึ้นฝั่งของทหารญี่ปุ่นในพื้นที่เทศบาลเมืองปากพูนเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ประเด็นที่ 2 ความทรงจำเกี่ยวกับการอพยพแบบเทครัวของคนจากต่างพื้นที่เข้ามา ทำมาหากินในพื้นที่เทศบาลเมืองปากพูน ได้แก่ การอพยพของผู้คนจากพื้นที่อำเภอบ้านแหลม จังหวัด เพชรบุรี และคนจากพื้นที่เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ประเด็นที่ 3 เกี่ยวกับความทรงจำเรื่องการ ทำประมงพื้นบ้านในอดีต ซึ่งเรียกว่าการทำ “หมฺรัม” (บ้านปลา) โดยทางโครงการวิจัยมองว่าการ สร้างความรู้สึกร่วมของผู้คนโดยกระบวนการศึกษาท้องถิ่นเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ เทศบาลเมืองปากพูนเกิดความรัก ความหวงแหนต่อทรัพยากรและวัฒนธรรมของท้องถิ่น ประการที่สอง เป็นประเด็นเกี่ยวกับความสำคัญของท้องถิ่นศึกษา ในฐานะส่วนหนึ่งของ สังคมไทย โดยที่ทางโครงการวิจัยมองว่าความเข้มแข็งของท้องถิ่นที่หลากหลายหมายถึงความเข้มแข็ง ของสังคมไทย การเริ่มต้นศึกษาและพัฒนาคู่มือการเรียนรู้ที่เทศบาลเมืองปากพูน อำเภอเมือง จังหวัด นครศรีธรรมราช เป็นการเริ่มต้นพัฒนาความเป็นชุมชนเข้มแข็ง |
| รหัสโครงการ | มรภ.บพท. 023/2564 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | นางสาวนอรีนี ตะหวา |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | เทศบาลเมืองปากพูน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช |
| รายละเอียด | ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ยึดคนเป็นศูนย์กลางการพัฒนามุ่งสร้างคุณภาพชีวิตและสุขภาวะ ที่ดีสำหรับคนไทยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทรัพยากรมนุษย์ เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ การ ส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะด้านวัตถุ ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านความก้าวหน้าของ เทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกสบายในชีวิตแก่พลเมือง รวมถึงการส่งเสริมทางด้านร่างกายและสภาพจิตใจ ต่าง ก็เป็นประเด็นที่มุ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสิ้น การตื่นตัวในการศึกษาคุณภาพชีวิตของประชากรมีมา นานหลังจากที่แพร่ขยายในประเทศทางตะวันตกโดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาและแคนาดาไปสู่นานาประเทศทั่ว โลก เป็นการยืนยันถึงความสำคัญ และความจำเป็นของการศึกษาคุณภาพชีวิตของประชากร อันจะนำไปสู่แนวทาง ในการปรับปรุงหรือวางแผนนโยบายของประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ (จินางค์กูร โรจนนันต์, 2560) สำหรับประเทศไทยนั้นจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564) ยึดหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” “การพัฒนาที่ยั่งยืน” และ “คนเป็นศูนย์กลางพัฒนา” ซึ่งมีแนวทางการพัฒนาบน พื้นฐานของการให้ “คนเป็นศูนย์กลางพัฒนา” และจากการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา จึงต้องให้ความสำคัญกับ การวางรากฐานการพัฒนาคนให้มีความสมบูรณ์ ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตมีความสำคัญอย่างมาก เพื่อให้ ประชาชนสามารถพัฒนาตนเองและสังคมไปสู่เป้าหมายที่พึงปรารถนา ทั้งในส่วนบุคคล ครอบครัว ชุมชน จึงต้องมี การพัฒนาในด้านร่างกายและจิตใจเพื่อให้มีแนวคิดเจตคติที่ดี รู้จักการบริหารตนเอง การเอื้ออาทรต่อบุคคลอื่น มี อาชีพและรายได้มีพอเพียงต่อการดำรงชีวิต มีคุณธรรม ศีลธรรม ถ้าหากปฏิบัติได้เท่ากับเป็นการยกระดับทั้งตนเอง และสังคม ทำให้มีคุณค่า มีความเจริญงอกงาม ปัญหาต่าง ๆ ในสังคมลดน้อยลง เช่น ปัญหาครอบครัว ปัญหา อาชญากรรม ปัญหามลภาวะเป็นพิษ เป็นต้น ประเทศต่าง ๆ จึงพยายามอย่างเต็มที่ในการพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตในระดับที่สูงขึ้น เพื่อช่วยให้สมาชิกทุกคนในสังคมกินดีอยู่ดี มีความสุขสมบูรณ์ ในแผนยุทธศาสตร์กรมพัฒนาชุมชน (พ.ศ. 2560-2564) กรมพัฒนาชุมชนได้กำหนดทิศทางนโยบาย และ ยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาคนพัฒนาชุมชน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบส่งเสริมพัฒนาคนและพัฒนา ชุมชน (กรมพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย, 2560) กล่าวได้ว่า คุณภาพชีวิตเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามีความสำคัญและ จำเป็นต่อบุคคลและสังคมเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถกำหนดและสร้างเพื่อให้ระดับการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ จึงต้องมี การพัฒนาตนเองเพราะคุณภาพชีวิตเป็นเรื่องสำคัญมากทั้งในระดับบุคคลและสังคมในปัจจุบันและความสำคัญของ ประเทศชาติเมื่อประชาชนในสังคมมีคุณภาพชีวิตที่ดีย่อมทำให้คุณภาพชีวิตในสังคมและประเทศดีขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้รัฐ ต้องมีนโยบายที่จะเอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชากร เช่น สภาพแวดล้อมการศึกษา การประกอบอาชีพ รายได้ของประชากร เป็นต้น คุณภาพชีวิตของประชาชน คือ มาตรฐานการดำรงชีวิตอันเหมาะสมของประชาชนตาม ความจำเป็นพื้นฐานในสังคม สิ่งแวดล้อม ครอบครัว การมีที่อยู่อาศัย ฐานะทางการเงิน วัฒนธรรมเพื่อนบ้าน การ พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คือ การทำให้มนุษย์มีประสิทธิภาพและมีคุณภาพในด้านการทำงานเพื่อพัฒนาตนเอง ครอบครัว สังคมและประเทศชาติ ซึ่งสถานการณ์คุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทยในปัจจุบัน ด้านคุณภาพ การศึกษา ได้แก่ ปัญหาการไม่รู้หนังสือ ขาดความรู้ในการประกอบอาชีพ ปัญหาความเสมอภาคทางการศึกษา ด้าน การว่างงาน ส่งให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ปัญหาอาชญากรรม แหล่งชุมชนแออัด ความเสื่อมโทรมของศีลธรรม เช่น การแพร่ระบาดของยาเสพติดให้โทษ การก่ออาชญากรรมทางเพศ การอพยพย้ายถิ่นของคนในชนบทเข้าสู่เมือง ทำให้เกิดปัญหาชุมชนเมือง การอพยพย้ายถิ่นของคนในชนบทเข้าสู่เมืองมีสาเหตุจากฝนแล้ง ผลผลิตราคาตกต่ำ ความยากจน ปัญหาการทำลายลายทรัพยากรธรรมชาติมีสาเหตุจากความยากจนและขาดความรู้ความเข้าใจในคุณค่าของ ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น การบุกรุกพื้นที่เขตป่าสงวนเพราะขาดที่ดินทำมาหากิน (ทศพร พวงสมบัติ, 2560) แผนพัฒนาสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ได้สรุปสถานการณ์และปัจจัยที่มีผลต่อการ พัฒนาสุขภาพพบว่า ปัจจุบันระบบสุขภาพของทุกประเทศทั่วโลกประสบปัญหาท้าทายที่ซับซ้อนและ เปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวการณ์ที่มีความหลากหลาย ทั้งโครงสร้างของประชากรที่ กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ตลอดจนการเกิดปัจจัยภัยคุกคามสุขภาพของประชาชนจากภาวะโรคที่มีแนวโน้มเป็น โรคไม่ติดต่อหรือโรคเรื้อรังเพิ่มมากขึ้น การเกิดโรคอุบัติ ใหม่ในพืชและสัตว์ โรคติดต่อจากสัตว์สู่คนมีแนวโน้มซับซ้อน รุนแรง และควบคุมยากขึ้น การเคลื่อนย้ายของประชากร การเข้ามาทำงานของแรงงานต่างชาติ ทั้งการเกิดภัย ธรรมชาติที่จะมี ความรุนแรงและมีความถี่มากขึ้น ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ของคน กลุ่มต่าง ๆ ขณะเดียวกันโรคมะเร็งและอุบัติเหตุยังถือเป็นสาเหตุการเสียชีวิต 2 อันดับแรกของคนไทย ซึ่งปัญหา สุขภาพเหล่านี้มีแนวโน้มที่เกิดจากพฤติกรรมและวิถีการใช้ชีวิตของประชาชน ซึ่งส่งผลต่อ เศรษฐกิจ สังคมและ สิ่งแวดล้อมอย่างมาก โดยยังขาดระบบข้อมูลเพื่อการเฝ้าระวัง ด้านการป้องกัน โรคและภัยคุกคามสุขภาพ ขาดกลไก ลการมีส่วนร่วมและการบูรณาการในการบริหารจัดการ เพื่อพัฒนาสุขภาพของประชากรในระดับพื้นที่และท้องถิ่น กฎหมายและข้อระเบียบบางประการยังไม่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพและการมีสุขภาพที่ดีในระดับชุมชน จึงมีความที่จะต้องเสริมศักยภาพและบทบาทให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดการปัจจัยเสี่ยงและภาวะคุกคาม สุขภาพโดยชุมชนเอง อันเป็นหลักการที่สำคัญเพื่อสร้างความต่อเนื่องและยั่งยืนของการพัฒนา จากการวิเคราะห์ปัญหา และความต้องการของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองปากพูน จังหวัด นครศรีธรรมราช (เทศบาลเมืองปากพูน, 2564) สามารถสะท้อนถึงคุณภาพชีวิตด้านต่าง ๆ ของชุมชน ซึ่งสามารถ สรุปปัญหาของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองปากพูน จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่ามีปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน และบริการสาธารณะการบริการด้านการประปาการบริการด้านไฟฟ้าท่อระบายน้ำหรือรางระบายน้ำสวนสาธารณะ การพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศด้านการพัฒนาด้านเศรษฐกิจด้านสาธารณสุขด้านการศึกษา กีฬา ศาสนาและ ศิลปวัฒนธรรมด้านสังคมและสวัสดิการสังคมสงเคราะห์ด้านการเมืองและการบริหารจัดการที่ดีและด้าน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งความต้องการของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองปากพูน จังหวัด นครศรีธรรมราช สามารถสรุปรายละเอียดที่เกี่ยวข้องได้ดังนี้ชุมชนต้องการให้มีการส่งเสริมอาชีพเพื่อเพิ่มรายได้ของ ครัวเรือน ส่งเสริมกลุ่มอาชีพ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ต้องการให้มีการส่งเสริมสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนใน การประกอบอาชีพ ความต้องการให้มีการส่งเสริมอาชีพให้แก่ ผู้สูงอายุ และการสนับสนุนด้านวิชาการเพื่อพัฒนา ทักษะการประกอบอาชีพต้องการให้มีศูนย์การเรียนรู้ ไอซีที และมีบริการอินเตอร์เน็ตให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ในตำบล ให้กับเด็กเยาวชน และประชาชนทั่วไป จากข้อมูลข้างต้น ผู้วิจัยเล็งเห็นความสำคัญในประเด็นการพัฒนาคนในทุกด้านซึ่งเมื่อคนได้รับการพัฒนาและ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจะช่วยให้มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีตามมา ดังนั้นจึงต้องมีการวัดระดับคุณภาพชีวิต และ ระดับการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อนำไปสู่แนวทางในการปรับปรุงหรือวางแผนในระดับนโยบายของเทศบาลเมืองปากพูน ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตในระดับที่สูงขึ้น พัฒนาศักยภาพด้านต่าง ๆ ตามความต้องการ ของชุมชน ยังตระหนักถึงการติดตามประเมินผลการดำเนินโครงการทั้งการสำรวจความต้องการของชุมชน การ ประเมินผลผลิตของโครงการ และการประเมินผลลัพธ์ทางสังคมของโครงการ โดยเฉพาะการประเมินผลลัพธ์หรือ ผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากการดำเนินโครงการวิจัยในรูปแบบการประเมินแบบความสมดุลสามเสาหลัก (Threepillar Approach) ได้แก่ ผลลัพธ์ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและด้านสิ่งแวดล้อม การหาแนวทางในการประเมินความคุ้มค่าของการดำเนินโครงการ รวมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนมีคุณภาพชีวิตดีทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม เศรษฐกิจ และ สิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาแนวทางการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนชุมชนปากพูนให้เป็นชุมชนเข้มแข็งอยู่ดีมีสุข |
| รหัสโครงการ | A15F640123 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | นายฐาปนา บุณยประวิตร |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | จากพื้นที่ศึกษาในจังหวัดนครสวรรค์ ทีมวิจัยได้เลือกขอบเขตพื้นที่ศึกษาที่เป็นศูนย์เศรษฐกิจของ เมืองและในพื้นที่มีถนนที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาให้เป็นพื้นที่ส่งเสริมและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ ขนาดพื นที่ศึกษา ไม่เกิน 1 ตารางกิโลเมตรและพิจารณาก าหนดรูปแบบการใช้ประโยชน์ของถนนในพื นที่ เพื่อพัฒนาปรับปรุง ฟื้นฟูทางกายภาพ สภาพแวดล้อมและพื นที่สาธารณะ ให้ส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สร้างปฏิสัมพันธ์และ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยแบ่งรูปแบบของถนนเป็น 4 รูปแบบ ดังนี้ 1-3 ถนนลำดับที่ 1 ถนนสายหลัก (Main Street) แทนด้วยสีด า เป็นถนนที่ให้ความส าคัญกับทาง สัญจรของรถยนต์ส่วนบุคคลเป็นหลัก มีทางเดินเท้า และให้ความส าคัญกับทางสัญจรของรถขนส่งมวลชนและ จักรยานรองลงมาตามล าดับ ถนนสายหลักต้องมีความกว้างที่เหมาะสม สามารถลงทุนปรับปรุงฟื้นฟูเป็น สถานที่ติดตั งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งจะก าหนดให้ถนนรอบขอบเขตของพื นที่พัฒนาย่านอัจฉริยะเป็นถนน สายหลัก ถนนลำดับที่ 2 ถนนสายรอง (Local Street) แทนด้วยสีส้ม เป็นถนนให้ความส าคัญกับทางสัญจร ของรถขนส่งมวลชนและทางส าหรับจักรยานเป็นหลัก จ ากัดการเข้าถึงของรถยนต์ส่วนบุคคลบ้างและยังคงมี ทางเดินเท้า ความกว้างของถนนน้อยกว่าเส้นทางหลัก สามารถลงทุนปรับปรุงฟื้นฟูเป็นสถานที่ติดตั งโครงสร้าง พื้นฐานดิจิทัล และมีการเชื่อมต่อกับถนนสายหลักกับพื นที่ภายในพืนที่พัฒนาย่านอัจฉริยะ ถนนลำดับที่ 3 ถนนชุมชน (Neighborhood Street) แทนด้วยสีเขียว เป็นถนนที่มีความกว้างไม่ มาก ส่วนใหญ่เป็นถนนในย่านที่อยู่อาศัย มีโครงข่ายที่เชื่อมต่อกับถนนสายรองและถนนสายหลัก เน้นให้ ความส าคัญกับทางเดินเท้าและพื นที่กิจกรรม พื นที่สีเขียวเป็นหลัก และค านึงถึงทางจักรยานรองลงมา แต่ยัง สามารถให้รถยนต์ส่วนบุคคลเข้ามาได้ โดยมีการจ ากัดหรือบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อความปลอดภัยต่อการ สัญจรหลักด้วยการเดินในพื้นที่ ถนนลำดับที่ 4 ถนนสายส่งเสริมและฟื้นฟูเศรษฐกิจ (Economic Street หรือ Street Mall) แทนด้วยสีแดง เป็นถนนที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายจากถนนสายหลักและสายรอง โดยเน้นให้ความส าคัญกับการ ส่งเสริมกิจกรรมการค้าขายและการเดินเท้าเป็นหลัก เพื่อเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจสองข้างทาง ด้วยการฟื้นฟู ปรับปรุงขยายทางเท้าและสภาพแวดล้อม เพิ่มพื นที่การเดิน แต่ยังสามารถให้เป็นทางสัญจรของรถยนต์ รถขนส่งมวลชนและจักรยานด้วยได้ ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงการจำกัดหรือบริหารจัดการและการก าหนดมาตรการ ควบคุมระบบการสัญจรในพื้นที่อย่างเหมาะสม โดยพื้นที่ศึกษาอยู่บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารระหว่างจังหวัด จังหวัดนครสวรรค์ ขอบเขตพื้นที่ ศึกษาประมาณ 0.62 ตารางกิโลเมตร โดยมีทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 ไปยังจังหวัดเชียงใหม่ และทางหลวง แผ่นดินหมายเลข 117 ไปยังจังหวัดพิษณุโลก บริเวณดังกล่าวมีศักยภาพในการพัฒนาพืนที่ในอนาคตเป็น อย่างยิ่ง ทั้งการพัฒนารอบสถานีขนส่ง การส่งเสริมเมืองแห่งการเดินเชื่อมบริเวณสวนสาธารณะ เป็นต้น |
| รายละเอียด | จังหวัดนครสวรรค์ เป็นจังหวัดหนึ่งที่มีภูมิศาสตร์ส าคัญต่อการพัฒนาเมือง มีบทบาทส าคัญเป็น ศูนย์กลางของภาคเหนือตอนล่าง 2 เป็นศูนย์กลางการบริหาร การปกครอง การพาณิชยกรรม การศึกษา และ การบริการสาธารณะสุขภายในจังหวัดและระดับภาค ถูกก าหนดให้เป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และ สาธารณสุขของภูมิภาค มีโครงการพัฒนารถไฟทางคู่สายลพบุรี-ปากน้ำโพ-เด่นชัย และโครงการพัฒนารถไฟ ความเร็วสูง เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะที่ 1 (กรุงเทพฯ-พิษณุโลก) มีสถานีรถไฟที่สำคัญ คือ สถานีรถไฟ นครสวรรค์ จึงเป็นโอกาสในการพัฒนาสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดนครสวรรค์และพื นที่โดยรอบสถานีเป็น ศูนย์กลางการเชื่อมโยงการคมนาคมและขนส่งในภูมิภาค รวมทั งเป็นแหล่งพาณิชยกรรมของเมือง จากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ส่งเสริม การค้า การลงทุน ทั้งภาครัฐ และเอกชน พัฒนาประเทศสู่ความเป็นชาติการค้า การพัฒนาภาคการผลิต เพื่อส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนาพื นที่เมืองให้มีการเชื่อมโยงกับภูมิภาคและ เศรษฐกิจโลก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสร้างความเข้มแข็ง ทางเศรษฐกิจและแข่งขันได้อย่างยั งยืน ยุทธศาสตร์ที่ 9 การพัฒนาภาค เมือง และพื นที่เศรษฐกิจ รวมทั งการ ปรับโครงสร้างประเทศไปสู่ประเทศไทย 4.0 การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจเน้นการใช้นวัตกรรม และ พัฒนาเทคโนโลยี ตลอดจนน าไปสู่แผนยุทธ์ศาสตร์การค้ากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 และแผนพัฒนา จังหวัดนครสวรรค์ ในปี พ.ศ. 2562 - 2563 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้สนับสนุนงบประมาณ “โครงการศึกษากลไกเชิงพื นที่โดยการวางแผนและการออกแบบเมืองอย่างชาญฉลาด เพื่อยกระดับทางเศรษฐกิจและสังคม ระยะที่ 1 และระยะที่ 2” ได้ทดสอบเชิงพื นในจังหวัดนครสวรรค์ มีการจัดตั งคณะกรรมการกฎบัตรเมืองนครสวรรค์ พร้อมกับรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยมีข้อตกลง ร่วมกันในการพัฒนาเทศบาลนครนครสวรรค์เป็นเมืองอัจฉริยะ (Nakhon Sawan Smart City) และได้กำหนด พื้นที่เขตเมืองบริเวณสถานีขนส่งจังหวัดนครสวรรค์เป็นพื นที่ออกแบบปรับปรุงฟื้นฟูให้เป็นย่านอัจฉริยะ หรือที่เรียกว่า Smartblock Nakhon Sawan ซึ่งขั้นตอนต่อจากนี โครงการฯจะร่วมมือกับเทศบาลนคร นครสวรรค์ และทุกภาคส่วนวางแผนและออกแบบปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่โดยใช้เกณฑ์ Smart Growth และ LEED-ND รวมทั้ง LEED for Cities and Communities เพื่อพัฒนาให้ย่านอัจฉริยะดังกล่าวเป็นพื นที่ที่มีความสมบูรณ์ทางด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนี้ โครงการฯ จะได้พัฒนาองค์ความรู้ และ ประสบการณ์การพัฒนาเมืองร่วมกับประชาชน ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้พื นที่ดังกล่าว เป็น Smart city Sandbox เป็นแบบอย่างให้กับเทศบาลอื่น ๆ ต่อไป |
| รหัสโครงการ | A15F640112 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | นางประภาภัทร นิยม |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | 1.4.1 จัดตั้งสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัยจังหวัดระยอง (RILA) โดยมีองค์การบริหารส่วนจังหวัด ระยองเป็นแกนหลัก ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ ของจังหวัด เพื่อสร้าง และบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ของจังหวัดระยอง สู่เมืองแห่งการเรียนรู้ 1.4.2 จัดทำระบบการพัฒนาชุดสาระการเรียนรู้ ร่วมกับภาคีเครือข่ายผู้ให้บริการการเรียนรู้ (Learning Providers) จาก 45 กลุ่ม/หน่วยงาน/องค์กร ที่เป็นคณะทำงานขับเคลื่อนการเรียนรู้ (RILA’s Move) ใน 3 หมวดการเรียนรู้ ที่ตอบโจทย์ของจังหวัดระยอง (หมวดการเรียนรู้ระดับเมือง หมวดอัตลักษณ์ระยอง และหมวดการเรียนรู้ใหม่) โดยมีชุดสาระการเรียนรู้ต้นแบบอย่างน้อย 10 ชุด 1.4.3 พัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัยจังหวัดระยอง (RILA’s Learning Platform) ที่ประมวลและจัดระบบชุดสาระการเรียนรู้ใน 3 หมวดการเรียนรู้ (หมวด การเรียนรู้ระดับเมือง หมวดอัตลักษณ์ระยอง และหมวดการเรียนรู้ใหม่) เพื่อสร้างช่องทางการ เข้าถึงการเรียนรู้ของคนทุกวัยที่มีประสิทธิภาพ โดยมีชุดสาระการเรียนรู้ต้นแบบที่นำมาเข้าระบบ แพลตฟอร์มอย่างน้อย 10 ชุด รวมถึงมีข้อมูลแหล่งเรียนรู้ที่เข้าระบบอย่างน้อย 10 พื้นที่ รองรับ การเรียนรู้ On-demand ของผู้ใช้บริการจำนวน 3,000 – 10,000 คน ในระยะเริ่มต้น 1.4.4 จัดทำแนวทางการออกแบบเบื้องต้น การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับระบบการจัดการเรียนรู้ ของสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัยจังหวัดระยอง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ จำนวน 4 พื้นที่นำร่อง 1.4.5 การประเมินผลเชิงพัฒนา (Developmental Evaluation: DE) เพื่อพัฒนานวัตกรรมกลไก ขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ระดับเมืองของจังหวัดระยอง (Innovation) โดยสถาบันการเรียนรู้ ของคนทุกช่วงวัยจังหวัดระยอง (RILA) และการดำเนินการ (Intervention) เพื่อสร้างระบบนิเวศ การเรียนรู้ใหม่ของจังหวัดระยองที่กระตุ้นการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง (Transformative Learning) วิสัยทัศน์ วิธีคิดของคนท้องถิ่นให้เท่าทัน และพร้อมปรับตัวต่อสถานการณ์และการ พัฒนายุคใหม่สนับสนุนความเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ 1.4.6 รวบรวมข้อมูลพื้นฐานเพื่อการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้จังหวัดระยอง (Data Catalog) ได้แก่ ข้อมูลปฐมภูมิ ประกอบด้วย - ข้อมูลการสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลเชิงลึกภาคีเครือข่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนการ เรียนรู้ของจังหวัดระยอง จำนวน 65 กลุ่ม/หน่วยงาน/องค์กร ประกอบด้วย วิสัยทัศน์และแนว ทางการดำเนินงาน - ข้อมูลการสำรวจแหล่งเรียนรู้ จำนวน 43 แห่ง ประกอบด้วย ตำแหน่งที่ตั้ง ลักษณะทาง กายภาพ กิจกรรม การบริหารจัดการ และกลุ่มผู้ใช้บริการ ข้อมูลทุติยภูมิ เพื่อรวบรวมและจัดทำฐานข้อมูลพื้นฐานของจังหวัดระยอง รวมถึงปัญหาความย้อน แย้งในการพัฒนาเมือง ประกอบด้วย - แผนภาพรวมเพื่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) - แผนพัฒนาจังหวัดระยอง พ.ศ. 2561-2565 - แผนยุทธศาสตร์การศึกษาจังหวัดระยอง พ.ศ. 2561-2564 - ข้อมูลสถิติพื้นฐาน ด้านเศรษฐกิจ สังคม ประชากร การประกอบอาชีพ - ข้อมูลประวัติศาสตร์และภูมิปัญญาด้านประเพณีวัฒนธรรมของจังหวัดระยอง - การสังเคราะห์ข้อมูลความย้อนแย้งในการพัฒนาเมือง ที่เป็นโจทย์ในการสร้างการเรียนรู้ของ เมืองแห่งการเรียนรู้จังหวัดระยอง |
| รายละเอียด | การพัฒนาเมืองของจังหวัดระยองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็วในหลายมิติ ในทางเศรษฐกิจการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของ ระยองเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนกลายเป็นจังหวัดที่มีรายได้ประชากรต่อหัว (GPP per Capita) สูงที่สุดในประเทศ ถึง 1.1 ล้านบาทต่อคน ซึ่งไม่สะท้อนรายได้ที่แท้จริงของประชาชนที่มีผู้ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมจำนวน มาก แต่กลับมีสัดส่วนรายได้อยู่เพียงร้อยละ 3 ของรายได้จังหวัด โดยช่องว่างดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเกิดการอพยพเข้ามาของแรงงานที่กลายเป็นประชากรแฝงจำนวนมากกว่าร้อยละ 70 ของประชากรระยอง และการขยายตัวของเมืองเพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันการเข้ามาของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ยิ่งเป็นแรงขับที่ทำให้สถานการณ์ดังกล่าวทวีความรุนแรงและรวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบต่อ การพัฒนาความเป็นเมืองโดยเฉพาะทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและด้านการพัฒนาพื้นที่เมืองไปสู่การรองรับ กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมแบบเมือง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาทางด้านมลภาวะ สุขภาพ และคุณภาพชีวิต รวม ไปถึงปัญหาการพัฒนาคนให้มีทักษะทันต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้น จังหวัดระยองและคน ระยองจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งปรับตัวให้เท่าทันและเตรียมความพร้อมเพื่อตอบรับกับความเปลี่ยนแปลง ของเมือง ที่เริ่มเปลี่ยนจากการเป็นเมืองสามขา (เกษตร ท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม) มาสู่เมืองที่แนวคิดที่ แตกต่างกันใน 2 ขั้วการพัฒนา คือ การพัฒนาสู่ความเจริญทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมทางฝั่งตะวันตก ของเมือง และแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางฝั่งตะวันออกของเมือง ซึ่งเป็นความย้อนแย้งและมี ความซับซ้อนทั้งจากความแตกต่างหลากหลายของบริบทต่าง ๆ ในจังหวัด และจากการพัฒนาเมืองอย่าง รวดเร็วจนคนยังไม่สามารถปรับตัวพัฒนาให้ทันการเปลี่ยนแปลงของเมืองได้ ดังนั้น จังหวัดระยองจึงได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การศึกษาจังหวัดระยอง พ.ศ. 2561-2564 ขึ้น ซึ่งมี วิสัยทัศน์ คือ “การจัดการศึกษาสำหรับคนทุกช่วงวัยที่ตอบโจทย์บริบทระยอง เท่าเทียม ทั่วถึง เท่าทัน สมดุล ร่วมสร้างระยองให้เป็นเมืองน่าอยู่ และเป็นต้นแบบในการผลิตและพัฒนากำลังคน สู่การขับเคลื่อน เศรษฐกิจและสังคม” โดยมีพันธกิจสำคัญ ประกอบด้วย 1) ส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนระยองทุกช่วง วัยที่ตอบโจทย์บริบทระยอง เท่าเทียม ทั่วถึง เท่าทัน และสมดุล 2) สร้างระบบบริหารจัดการศึกษาทุกระดับ เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนในจังหวัดระยองทุกช่วงวัย 3) สร้างเครือข่ายพลังความร่วมมือในการจัดการศึกษา ระหว่างสถานศึกษา ครอบครัว ชุมชน สถานประกอบการ องค์กรภาครัฐและเอกชน 4) พัฒนาครูและบุคลากร ทางการศึกษาให้เป็นผู้อำนวยการจัดการเรียนรู้ 5) พัฒนาหลักสูตรระยอง (Rayong MARCO) แหล่งเรียนรู้ และศูนย์สร้างสรรค์ปัญญาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตและสร้างศักยภาพคนระยอง นอกจากนั้น จังหวัดระยองยังได้รับการคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 8 จังหวัด (ระยอง เชียงใหม่ ภูเก็ต สตูล กาญจนบุรี และสามจังหวัดชายแดนภาคใต้) ในโครงการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ตามประกาศ พระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 เพื่อเป็นพื้นที่ทดลองการกระจายอำนาจการจัดการศึกษา การสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาเพื่อยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้จังหวัด ระยองสามารถกำหนดแนวทางเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาสู่การพัฒนาคุณภาพคนระยองอย่างรอบด้านด้วย ตนเอง เพื่อเตรียมการรองรับการเป็นจังหวัดจัดการตนเองด้านการศึกษาในอนาคต ดังนั้น ในปี พ.ศ. 2563 องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง จึงได้ร่วมกับสถาบันอาศรมศิลป์ในบทบาท นักวิชาการในพื้นที่และผู้ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงาน (Active Partner) จัดทำ โครงการ วิจัยปฏิบัติการเพื่อ พัฒนาสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัยให้เป็นกลไกสนับสนุนความเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้จังหวัดระยอง โดยความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองและภาคีเครือข่าย ซึ่งนับเป็นโครงการในระยะที่ 1 โดย นำกระบวนการปฏิบัติการเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City Lab) ที่สถาบันอาศรมศิลป์พัฒนาขึ้นจากการ ประยุกต์กระบวนการห้องปฏิบัติการทางสังคม (Social Lab) และการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) มา เป็นกระบวนการในการดำเนินงานตามกรอบเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO เพื่อค้นหาบุคคลหลัก (Key Person) ที่เป็นตัวจริงในการทำงานส่งเสริมการพัฒนาและสร้างการเรียนรู้ในมิติต่าง ๆ ในจังหวัดระยอง ทั้ง บุคคลในระดับนโยบายไปจนถึงระดับปฏิบัติการที่เป็นคนเล็กคนน้อยที่พยายามแก้ปัญหาและจัดการเรียนรู้ใน พื้นที่จากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน การศึกษา สื่อมวลชน ประชาสังคมและชุมชน เข้ามาเป็นภาคี เครือข่าย (Stakeholders) ในการขับเคลื่อนการจัดตั้งสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัยจังหวัดระยอง โดย ดึงแนวคิดและคุณค่าของแต่ละบุคคลมาสื่อสารเพื่อให้ทุกคนได้เข้ามาทำความรู้จักกัน ทั้งแนวคิด ทัศนคติการ ดำเนินงานและประเด็นปัญหา (Pain Point) ที่เกิดจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของเมืองร่วมกัน ผ่าน การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมด้วยการจัดกลุ่มสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมสะท้อนคิด (Reflection) ทั้งกลุ่มไลน์และการประชุมผ่านระบบออนไลน์ใน 3 กลุ่มย่อยที่แต่ละคนสนใจ ได้แก่ กลุ่มการพัฒนาเมืองแห่ง อนาคต กลุ่มอัตลักษณ์ระยอง กลุ่มการเรียนรู้ใหม่ เพื่อให้เกิดการร่วมคิด ร่วมหาวิธีแก้ไขต่อโจทย์ปัญหาและ สถานการณ์ของจังหวัดระยองและบริบทที่ตนอยู่อาศัย จนเกิดเป็นความเห็นอกเห็นใจกัน (Empathy) และ สร้างความสัมพันธ์ (Relationship) ที่ดีต่อกัน จากการเห็นคุณค่าและความสำคัญของทุกคน ด้วยความ ตระหนักว่าทุกคนทุกภาคส่วนนั้นล้วนมีความเชื่อมโยงและส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน เพื่อนำมาสู่การสานพลัง ของทุกคนสู่พลังที่ยิ่งใหญ่ในการร่วมลงมือปฏิบัติในการพัฒนาเมืองและคุณภาพชีวิตร่วมกัน จากกระบวนการ ดังกล่าวจึงส่งผลให้เกิดการรวมกลุ่มทางสังคมของภาคีเครือข่ายในจังหวัดระยองจำนวน 65 องค์กร/ หน่วยงาน/กลุ่ม (118 คน) โดยแบ่งออกเป็น กลุ่มผู้ให้บริการการเรียนรู้ในพื้นที่ (Learning Providers) หรือ ภาคีเครือข่ายที่เรียกว่า “คณะทำงานขับเคลื่อนการเรียนรู้ (RILA’s Move)” จำนวน 45 กลุ่ม/หน่วยงาน/ องค์กร และภาคีเครือข่ายสนับสนุนสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัยจังหวัดระยอง จำนวน 20 กลุ่ม/ หน่วยงาน/องค์กร ซึ่งภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนได้ร่วมนำผลลัพธ์จากการดำเนินงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน นำเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง นายชาญนะ เอี่ยมแสง และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง เมื่อ วันที่ 2 สิงหาคม 2564 ซึ่งได้รับความเห็นชอบให้ดำเนินงานต่อเนื่อง ดังมีประเด็นสำคัญประกอบด้วย ร่าง แนวคิดและรูปแบบการบริหารจัดการกลไกขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ของคนระยองทุกวัย ในรูปแบบ องค์กรหรือสถาบันโดยใช้ชื่อเบื้องต้นว่า “สถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วงวัยจังหวัดระยอง” (Rayong Inclusive Learning Academy: RILA) รวมทั้งการจัดประเภทของชุดสาระการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตและ บริบทของจังหวัดระยองใน 3 หมวดการเรียนรู้ จากการระดมความคิดเห็นของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ประกอบด้วย หมวดการเรียนรู้ระดับเมือง หมวดอัตลักษณ์ระยอง และหมวดการเรียนรู้ใหม่ที่จะนำไปสู่การ จัดทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบผสมผสานทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (Blended Learning Platform) เพื่อให้ คนระยองทุกช่วงวัยเข้าถึงการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพตนได้ โดยมีแนวคิดริเริ่มการพัฒนาพื้นที่เทศบาลนำ ร่อง 2 แห่ง ที่เป็นภาพสะท้อนถึงผลกระทบจากการพัฒนาเมืองที่มีความย้อนแย้งของ 2 ขั้วการพัฒนา คือ เทศบาลตำบลเนินพระ ในประเด็นสถานการณ์การพัฒนาเมืองสีเขียว (Green City) เพื่อตอบเป้าหมาย อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และเทศบาลตำบลปากน้ำประแส ในประเด็นสถานการณ์การฟื้นฟูชุมชนประมงสู่ เศรษฐกิจใหม่และการฟื้นฟูระบบนิเวศสู่การพัฒนาชุมชนยั่งยืน เพื่อให้เป็นต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ใน ระดับจังหวัดต่อไป จากที่กล่าวมาจึงเป็นที่มาของการดำเนินงานโครงการ การวิจัยเชิงบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนสถาบัน การเรียนรู้ของคนทุกวัยในบทบาทกลไกสนับสนุนความเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้จังหวัดระยองโดยความร่วมมือ ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองและภาคีเครือข่าย ระยะที่ 2 โดยมีจุดเน้นในการพัฒนาระบบนิเวศเมือง แห่งการเรียนรู้ระยอง (Rayong Learning City Ecosystem) ผ่านการดำเนินงาน 3 องค์ประกอบ คือ 1) การ สร้างนวัตกรรมองค์กรเพื่อให้เกิดระบบนิเวศการเรียนรู้ระดับเมือง (Learning City Mechanism) 2) การ พัฒนาชุดสาระการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาเมืองและคนระยอง (Inclusive Learning System และ 3) การพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning Platform) ทั้ง Online และ Offline เพื่อเชื่อมโยงระบบสู่การเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ในทุกระดับ โดยการดำเนินงานสร้าง ระบบนิเวศการเรียนรู้ใน 3 องค์ประกอบดังกล่าว จะดำเนินการด้วยแนวคิดของการมุ่งสร้างให้เกิด ความสัมพันธ์ที่สมดุลในการสร้างการเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน (Learners) ผู้ให้บริการการเรียนรู้ (Learning Providers) และผู้สนับสนุนหรือรับรองการเรียนรู้ (Endorsers) เพื่อให้เกิดระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ยั่งยืนต่อไป ดังมีรายละเอียดแนวคิดการดำเนินงานใน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1. ชุดแผนงานโครงการวิจัย รับผิดชอบการดำเนินงานการสร้างนวัตกรรมองค์กรเพื่อให้เกิดระบบ นิเวศการเรียนรู้ระดับเมือง (Learning City Mechanism) ด้วยการจัดตั้ง “สถาบันการเรียนรู้ของคนทุกช่วง วัยจังหวัดระยอง (Rayong Inclusive Learning Academy: RILA)” ด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมโดยมี องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองเป็นแกนหลัก ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ ของ จังหวัดรวมทั้งสิ้น 65 องค์กร/หน่วยงาน/กลุ่ม ประกอบด้วย ภาคีเครือข่ายคณะทำงานขับเคลื่อนการเรียนรู้ (RILA’s Move) จำนวน 45 องค์กร/หน่วยงาน/กลุ่ม และภาคีเครือข่ายสนับสนุนจำนวน 20 องค์กร/ หน่วยงาน/กลุ่ม ในรูปแบบองค์กรสังคมที่ยั่งยืน กล่าวคือ เป็นองค์กรที่มีความเป็นทางการจากโครงสร้าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง และมีความเป็นอิสระของภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นผู้มีส่วน เกี่ยวข้อง (Stakeholders) ที่มาระดมการร่วมทุนทั้ง In Cash & In Kind และร่วมเรียนรู้โจทย์ปัญหาเพื่อที่จะ ระดมความคิด แสวงหาทางออกในรูปแบบใหม่ ๆ ที่สร้างสรรค์สร้างความยั่งยืนให้กับองค์กร รวมทั้งติดตาม ประเมินผลเชิงพัฒนา (Developmental Evaluation: DE) การจัดระบบการพัฒนาชุดสาระการเรียนรู้และ แหล่งเรียนรู้ (Inclusive Learning System) เพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่แพลตฟอร์มการเรียนรู้ (Learning Platform) ที่ทำให้คนทุกช่วงวัยจังหวัดระยองสามารถเข้าถึงในการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่าง สอดคล้องและเหมาะสม |
| รหัสโครงการ | A15F640112 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | นางสาวอภิษฎา ทองสอาด |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | จังหวัดระยอง |
| รายละเอียด | การพัฒนาเมืองของจังหวัดระยองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วใน หลายมิติ ในทางเศรษฐกิจการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของระยองเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนกลายเป็นจังหวัดที่มีรายได้ประชากรต่อหัว (GPP per Capita) สูงที่สุดในประเทศถึง 1.1 ล้านบาทต่อคนเกิดการอพยพเข้ามาของแรงงานที่กลายเป็นประชากรแฝงจำนวนมากกว่าร้อยละ 70 ของประชากรระยอง และ การขยายตัวของเมืองเพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้น การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของชุมชนจากการดำรงชีวิตด้วย การเกษตรและประมงมาเข้าสู่ระบบแรงงานในภาคอุตสาหกรรมที่ขยายตัวขึ้น พร้อมกับผลกระทบทางด้าน มลภาวะ สุขภาพ และคุณภาพชีวิตที่เพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกันตัวเลขรายได้ประชากรต่อหัวที่สูงที่สุดในประเทศ ก็ไม่ได้สะท้อนผลถึงคุณภาพชีวิตที่แท้จริงของประชาชนชาวระยอง ดังเห็นได้จากการกระจุกตัวของรายได้ที่สาขา อุตสาหกรรมที่เป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ ในขณะที่ภาคเกษตรกรรมซึ่งมีผู้ประกอบอาชีพจำนวนมากมีสัดส่วน รายได้อยู่เพียงร้อยละ 3 ของรายได้จังหวัด ช่องว่างดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเข้ามาของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ยิ่ง เป็นแรงขับที่ทำให้สถานการณ์ดังกล่าวทวีความรุนแรงและรวดเร็วยิ่งขึ้น จังหวัดระยอง และคนระยองจึงมีความ จำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้เท่าทันและเตรียมความพร้อมเพื่อตอบรับกับความเปลี่ยนแปลง และก้าวไปสู่ การเป็น “เมืองนวัตกรรมก้าวหน้า พัฒนาอย่างสมดุล บนพื้นฐานความพอเพียง” ซึ่งต้องมีการสร้างการเรียนรู้ในหลาย ประเด็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น 1. การพัฒนาทักษะอาชีพในอนาคต เพื่อสร้างความเข้าใจทิศทางความเปลี่ยนแปลงด้านอาชีพและงานที่ จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อให้เกิดการพัฒนาปรับเปลี่ยนทักษะเพื่อปรับตัวเข้าสู่อาชีพในอนาคต 2. การเรียนรู้และร่วมฟื้นฟูศิลปอัตลักษณ์วัฒนธรรมของจังหวัดระยอง ซึ่งเป็น Soft Power ที่สามารถ นำมาสร้างมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ได้อย่างมีพลังในยุคปัจจุบัน 3. การพัฒนาการเกษตรยุคใหม่ ที่ใช้ศักยภาพจากทรัพยากรทางธรรมชาติของจังหวัดให้เกิดประโยชน์ และรายได้สูงสุด พร้อมไปกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน 4. การจัดการทรัพยากรชายฝั่งและประมงยั่งยืน สร้างการเรียนรู้ให้กับชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจาก การจัดระเบียบและกฎหมายนานาชาติ รวมถึงปัญหาการลดลงของสัตว์น้ำในทะเล ให้สามารถปรับตัวที่จะแก้ปัญหาและประกอบอาชีพประมงได้ ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลทั้งพื้นที่ ชายฝั่ง และป่าชายเลนให้เกิดเป็นประมงยั่งยืน 5. การสร้างความตระหนักในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คนระยองเท่าทัน สถานการณ์ปัญหาและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ภายในจังหวัด เช่น ด้านทรัพยากรน้ำ ป่าไม้ รวมถึงมลภาวะทางอากาศจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดความตระหนักที่จะลุกขึ้นมาจัดการแก้ไข ปัญหาและนำไปสู่ความยั่งยืนร่วมกัน 6. การศึกษาท้องถิ่นศึกษาและการบริหารจัดการพัฒนาเมือง เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในรากและต้นทุน คุณค่าที่เป็นอัตลักษณ์ท้องถิ่นของคนระยอง เข้าใจถึงแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นและ สามารถร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาเมืองและโครงสร้างพื้นฐาน ให้เมืองเติบโตไปในอนาคตได้ อย่างยั่งยืนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต 7. การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 (Soft Skills) เพื่อสร้างความพร้อมในการเรียนรู้และ ปรับตัวสู่อนาคต ในปี พ.ศ. 2563 องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง จึงได้ร่วมกับสถาบันอาศรมศิลป์ในบทบาทนักวิชาการ ในพื้นที่และผู้ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงาน (Active Partner) จัดทำ “โครงการ วิจัยปฏิบัติการเพื่อพัฒนาสถาบัน การเรียนรู้ของคนทุกวัยให้เป็นกลไกสนับสนุนความเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้จังหวัดระยองโดยความร่วมมือของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองและภาคีเครือข่าย” ซึ่งนับเป็นโครงการในระยะที่ 1 เพื่อดำเนินงานให้ระยองไปสู่ เป้าหมายการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ จากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคธุรกิจ สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม และชุมชน เพื่อร่วมกันจัดตั้ง “สถาบันการเรียนรู้ของคนทุกวัยจังหวัดระยอง (Rayong Inclusive Learning Academy – RILA)” ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City Mechanism) และนำพาระยองไปสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ จากการดำเนินงานดังกล่าวคณะวิจัยได้ใช้ กระบวนการปฎิบัติการเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City Lab: LCL) ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้การปฏิบัติการทาง สังคม (Social Lab) และการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) มาสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่ทำให้เกิดภาคี เครือข่ายในทุกพื้นที่ของจังหวัด จำนวนกว่า 65 หน่วยงาน/องค์กร/กลุ่ม ที่มีเป้าหมายร่วมกันที่จะขับเคลื่อนการ จัดตั้งสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกวัยจังหวัดระยอง และขับเคลื่อนระยองสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ใน 3 ประเด็น 1) การจัดตั้ง “สถาบันการเรียนรู้ของคนทุกวัยจังหวัดระยอง (Rayong Inclusive Learning Academy - RILA)” ในรูปแบบองค์กรเพื่อสังคมที่ยั่งยืน โดยการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ให้เป็นกลไก ขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาสู่ระยองเมืองน่าอยู่ และการเป็นจังหวัดจัดการศึกษาด้วยตนเอง โดยทำหน้าที่ ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภาคส่วนต่าง ๆ 2)การพัฒนาชุดสาระการเรียนรู้ และแหล่งเรียนรู้ที่ ตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาเมือง และคนระยอง เพื่อให้เกิดการจัดระบบการพัฒนาชุดสาระการเรียนรู้และ แหล่งเรียนรู้ ร่วมกับภาคีเครือข่าย(Learning Infrastructure & Learning System) ที่ดำเนินการจัดการเรียนรู้ใน พื้นที่หรือที่เรียกว่าคณะทำงานขับเคลื่อนการเรียนรู้ (RILA’s Move) เพื่อคนระยองทุกวัยสามารถเข้าถึงการเรียนรู้ ได้อย่างเท่าทันและทั่วถึงกันใน 3 หมวดการเรียนรู้ ประกอบด้วย หมวดการเรียนรู้ระดับเมือง หมวดอัตลักษณ์ ระยอง และหมวดการเรียนรู้ใหม่ และ 3)การพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ (Learning Platform) ที่ทำหน้าที่ เชื่อมโยงการเรียนรู้ Online และ Offline รวมถึงการพัฒนาช่องทางการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ในทุกระดับ ทั้งนี้ในการดำเนินงานใน โครงการการพัฒนาชุดสาระการเรียนรู้ และแหล่งเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อ เป้าหมายการพัฒนาเมือง และคนระยอง (Inclusive Learning System) ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นโครงการย่อยที่ 1 ภายใต้ชุดโครงการ การวิจัยเชิงบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกวัยในบทบาทกลไกสนับสนุน ความเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้จังหวัดระยอง โดยความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองและภาคี3 เครือข่าย ระยะที่ 2 จึงมีเป้าหมายในการต่อยอดแนวคิดการพัฒนาชุดการเรียนรู้ร่วมกับหน่วยงานองค์กรที่เป็นภาคี เครือข่ายคณะทำงานขับเคลื่อนการเรียนรู้ (RILA’s Move) ที่ได้มีการวางแนวทางไว้จากระยะที่ 1 เพื่อนำมาจัด จัดระบบให้เป็นชุดสาระการเรียนรู้ต้นแบบในการพัฒนาคุณภาพและสมรรถนะคนระยองทุกช่วงวัยเป็นพลเมือง ระยอง 4.0 ที่ตอบโจทย์บริบทของจังหวัดในเขต EEC โดยยังคงรักษารากฐานอัตลักษณ์ความเป็นคนระยอง ด้วย กรอบการศึกษาจังหวัด Rayong MARCO (Manpower, Ancestor Resources, City Planning, Occupation) เพื่อให้มีมาตรฐานการรับรองและสามารถเทียบโอนเข้าสู่ปริญญาหรือเข้าสู่การพัฒนาวิชาชีพของคนทุกช่วงวัยได้ อย่างเป็นระบบและเข้าถึงผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ต่างๆได้อย่างสอดคล้องกับบริบทของคนระยองต่อไปใน อนาคต |
| รหัสโครงการ | A15F640112 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | นายยิ่งยง ปุณโณปถัมภ์ |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | 1) สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการออกแบบและพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ สถาบันการเรียนรู้ของ คนทุกวัย จังหวัดระยอง (RILA’s Learning Platform) ที่ประมวลและจัดระบบชุดสาระการเรียนรู้ ใน 3 หมวดการเรียนรู้ (หมวดการเรียนรู้ระดับเมือง หมวดอัตลักษณ์ระยอง และหมวดการเรียนรู้ใหม่) เพื่อสร้างช่องทางการเข้าถึงการเรียนรู้ของคนทุกวัยที่มีประสิทธิภาพ 2) จัดทำแนวทางการออกแบบเบื้องต้น การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ ที่เชื่อมโยงกับระบบการจัดการเรียนรู้ ของสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกวัย จังหวัดระยอง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ จำนวน 4 พื้นที่ นำร่อง |
| รายละเอียด | การพัฒนาเมืองของจังหวัดระยองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็วในหลายมิติ ในทางเศรษฐกิจการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของ ระยองเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนกลายเป็นจังหวัดที่มีรายได้ประชากรต่อหัว (GPP per Capita) สูงที่สุดในประเทศ ถึง 1.1 ล้านบาทต่อคน ซึ่งไม่สะท้อนรายได้ที่แท้จริงของประชาชนที่มีผู้ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรมจำนวน มาก แต่กลับมีสัดส่วนรายได้อยู่เพียงร้อยละ 3 ของรายได้จังหวัด โดยช่องว่างดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มสูงมากขึ้น อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเกิดการอพยพเข้ามาของแรงงานที่กลายเป็นประชากรแฝงจำนวนมากกว่าร้อยละ 70 ของประชากรระยอง และ การขยายตัวของเมืองเพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบันการเข้ามาของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor) ยิ่งเป็นแรงขับที่ทำให้สถานการณ์ดังกล่าวทวีความรุนแรงและรวดเร็วยิ่งขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบต่อ การพัฒนาความเป็นเมืองโดยเฉพาะทางด้านโครงสร้างพื้นฐานและด้านการพัฒนาพื้นที่เมืองไปสู่การรองรับ กิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมแบบเมือง ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาทางด้านมลภาวะ สุขภาพ และคุณภาพชีวิต รวม ไปถึงปัญหาการพัฒนาคนให้มีทักษะทันต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้นจังหวัดระยองและคน ระยองจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งปรับตัวให้เท่าทันและเตรียมความพร้อมเพื่อตอบรับกับความเปลี่ยนแปลง ของเมือง ที่เริ่มเปลี่ยนจากการเป็นเมืองสามขา (เกษตร ท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม) มาสู่เมืองที่แนวคิดที่ แตกต่างกันใน 2 ขั้วการพัฒนาคือ การพัฒนาสู่ความเจริญทางเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมทางฝั่งตะวันตก ของเมือง และแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางฝั่งตะวันออกของเมือง ซึ่งเป็นความย้อนแย้งและมี ความซับซ้อนทั้งจากความแตกต่างหลากหลายของบริบทต่างๆในจังหวัด และจากการพัฒนาเมืองอย่างรวดเร็ว จนคนยังไม่สามารถปรับตัวพัฒนาให้ทันการเปลี่ยนแปลงของเมืองได้ ดังนั้นในปี พ.ศ. 2563 องค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง จึงได้ร่วมกับสถาบันอาศรมศิลป์ในบทบาท นักวิชาการในพื้นที่และผู้ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงาน (Active Partner) จัดทำ โครงการ วิจัยปฏิบัติการเพื่อ พัฒนาสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกวัยให้เป็นกลไกสนับสนุนความเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้จังหวัดระยองโดย ความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองและภาคีเครือข่าย โดยนำกระบวนการปฏิบัติการเมืองแห่ง การเรียนรู้ (Learning City Lab) ที่สถาบันอาศรมศิลป์พัฒนาขึ้นจากการประยุกต์กระบวนการห้องปฏิบัติการ ทางสังคม (Social Lab) และการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) มาเป็นกระบวนการในการดำเนินงาน ตามกรอบเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO เพื่อค้นหาบุคคลหลัก (Key Person) ที่เป็นตัวจริงในการทำงาน ส่งเสริมการพัฒนาและสร้างการเรียนรู้ในมิติต่างๆในจังหวัดระยอง ทั้งภาครัฐ เอกชน การศึกษา สื่อมวลชน ประชาสังคมและชุมชน เข้ามาเป็นภาคีเครือข่าย(Stakeholder) ในการขับเคลื่อนการจัดตั้งสถาบันเรียนรู้ของ คนทุกช่วงวัย จังหวัดระยอง (Rayong Inclusive Learning Academy – RILA) เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อน จังหวัดระยองสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ด้วยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จำนวน 65 องค์กร/หน่วยงาน/ กลุ่ม (118 คน) รวมทั้งการจัดประเภทของชุดสาระการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตและบริบทของจังหวัดระยอง ใน 3 หมวดการเรียนรู้จากการระดมความคิดเห็นของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ประกอบด้วย หมวดการเรียนรู้ ระดับเมือง หมวดอัตลักษณ์ระยอง และหมวดการเรียนรู้ใหม่ที่จะนำไปสู่การจัดทำแพลตฟอร์มการเรียนรู้แบบ ผสมผสานทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ (Blended Learning) เพื่อให้คนระยองทุกช่วงวัย เข้าถึงการเรียนรู้เพื่อพัฒนา ศักยภาพตนได้ โดยมีแนวคิดริเริ่มการพัฒนาพื้นที่เทศบาลนำร่อง ที่เป็นภาพสะท้อนถึงผลกระทบจากการ พัฒนาเมืองที่มีความย้อนแย้งของ 2 ขั้วการพัฒนา เพื่อให้เป็นต้นแบบเพื่อขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ใน ระดับจังหวัดต่อไป เพื่อต่อยอดผลการริเริ่มดังกล่าวให้เกิดผลความเปลี่ยนแปลงในการผสานพลังและขับเคลื่อนจังหวัด ระยองสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม สถาบันอาศรมศิลป์ ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ระยอง จึงริเริ่ม โครงการ การวิจัยเชิงบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกวัยในบทบาทกลไก สนับสนุนความเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้จังหวัดระยอง โดยความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง และภาคีเครือข่าย ระยะที่ 2 โดยมีจุดเน้นในการพัฒนาระบบนิเวศเมืองแห่งการเรียนรู้ระยอง (Rayong Learning City Ecosystem) ผ่านการดำเนินงาน 3 ด้าน ประกอบด้วย 1. การพัฒนากลไกขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City Mechanism) โดยการจัดตั้ง “สถาบันการเรียนรู้ของคนทุกวัยจังหวัดระยอง (Rayong Inclusive Learning Academy - RILA)” ให้เป็น กลไกขับเคลื่อนระบบนิเวศการเรียนรู้ระดับเมือง (Learning City Mechanism) ในรูปแบบขององค์กรสังคมที่ ยั่งยืน โดยการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดระยองและภาคีเครือข่าย 2. การพัฒนาและจัดระบบชุดสาระการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ของจังหวัดระยองทั้งการเรียนรู้ระดับเมือง อัตลักษณ์ระยองและการเรียนรู้ใหม่ 3. การพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ (Learning Platform) ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงการเรียนรู้ Online และ Offline รวมถึงการพัฒนาช่องทางการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ในทุกระดับ เพื่อให้กลไกการดำเนินการระดับแต่ละท้องถิ่นในจังหวัดระยองดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงกันเพื่อ ประกอบร่างให้จังหวัดระยองเคลื่อนไปสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ในภาพรวม จึงเป็นที่มาของการพัฒนา แพลตฟอร์ม การเรียนรู้ทั้ง Online และ Offline และสร้างระบบการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ในทุกระดับ เป็น โครงการวิจัยย่อยในชุดโครงการวิจัยเชิงบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนสถาบันการเรียนรู้ของคนทุกวัยในบทบาท กลไกสนับสนุนความเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้จังหวัดระยองโดยความร่วมมือขององค์การบริหารส่วน จังหวัดระยองและภาคีเครือข่าย ระยะที่ 2 ด้วยกระบวนการห้องปฏิบัติการทางสังคม (Social Lab) และ การคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) เพื่อสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมในการออกแบบแพลตฟอร์มการ เรียนรู้ (Learning Platform) ซึ่งจะเป็นผลการดำเนินงานคู่ขนาดที่เกิดขึ้นจากการวิจัยการจัดระบบและ พัฒนาชุดสาระการเรียนรู้ และแหล่งเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อเป้าหมายการพัฒนาเมือง และคนระยอง ร่วมกับแหล่งเรียนรู้ในระดับท้องถิ่น และเครือข่ายการเรียนรู้อิสระสำหรับคนทุกช่วงวัยและคนรุ่นใหม่ โดย มุ่งหวังให้ระบบแพลตฟอร์มที่ถูกพัฒนาขึ้นนี้เป็นส่วนสนับสนุนให้เกิดการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง (Connected Learning Ecosystem) เพื่อขับเคลื่อนระยองสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ และเป็นตัวอย่างที่ สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเมืองอื่น ๆ ต่อไป |
| รหัสโครงการ | A15F640111 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | นายอภินันท์ ธรรมเสนา |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | เทศบาลนครยะลา อำเภอ เมือง จังหวัดยะลา |
| รายละเอียด |
| รหัสโครงการ | A15F640111 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | รองศาสตราจารย์ ฤทธิรงค์ จิวากานนท์ |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | เทศบาลนครยะลา อำเภอ เมือง จังหวัดยะลา |
| รายละเอียด | จังหวัดยะลาเป็น 1 ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีวัฒนธรรมของคนส่วนใหญ่แตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย ยะลามีประชากรอยู่จริง 318,891 คน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามร้อยละ 81.46 รองลงมา คือศาสนาพุทธร้อยละ 18.45 ศาสนาคริสต์ร้อยละ 0.08 และศาสนาอื่นๆ ร้อยละ 0.01 รายงานคุณภาพชีวิต ประชาชนจังหวัดยะลา (2562) สำหรับเทศบาลนครยะลา มีจำนวนประชากรทั้งหมด 61,218 คน ประชาชน ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 51.77 ศาสนาอิสลามร้อยละ 48.0 และศาสนาอื่นๆ เช่น คริสต์ ฮินดูร้อย ละ 0.23 (เทศบาลนครยะลา) เมื่อกล่าวถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรม ยะลาไม่เพียงมีผู้คนที่นับถือศาสนาที่ แตกต่างกัน หากในแต่ละกลุ่มศาสนายังมีกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่างกันไป คนพื้นเมืองที่อยู่ในพื้นที่ยะลาร่วมกับ คนมลายูมาตั้งแต่ดั้งเดิม คือมันนิ หรือ โอรงอัสลี ซึ่งปัจจุบันตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ อ.ธารโต คนไทยผู้นับถือศาสนา พุทธอาศัยกระจายอยู่ร่วมกับคนมลายูทั้งในพื้นที่เมืองและชนบท ส่วนคนจีนที่นับถือเทพเจ้าและบางส่วนนับ ถือศาสนาคริสต์จะอาศัยอยู่ในอำเภอเมืองยะลา และเมืองเบตงเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอาจแบ่งแยกย่อยไปตามภาษา ถิ่นจีนได้อย่างน้อย 5 กลุ่มภาษาคือ ฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว ไหหลำ กวางตุ้ง และแคะ (แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง. 2546) คน จีนบางส่วนมีบทบาทในฐานะคอมมิวนิสต์มลายูในประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของเมืองยะลา รวมถึงคนอินเดียที่นับ ถือซิกข์ ที่เข้ามาอยู่ที่เมืองยะลาประมาณ 90 ปีก่อน นอกจากกลุ่มคนที่อยู่ร่วมกันมานับ 100 ปีข้างต้นแล้ว ยังมีคนที่เดินทางเข้ามาอยู่ในยะลาอีกหลาย กลุ่มด้วยกัน เช่นคนจากแหละตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราชที่อพยพหนีภัยพายุแฮเรียตมาตั้งบ้านเรื่อนอยู่ใน อ. ธารโต หลังจากปี 2505 คนไทยพุทธและไทยมุสลิมจากภาคใต้ตอนบนซึ่งเข้ามารับราชการและลงหลักปักฐาน ในเมืองยะลา คนจีนจากกรุงเทพฯ ที่เดินทางเข้ามาทำค้าขาย คนกลุ่มต่างๆ เหล่านี้มีบทบาทในการร่วมสร้าง และพัฒนาเมืองยะลามาถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามความรุนแรงยืดเยื้อเรื้อรังที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2547 ถึง ปัจจุบัน ส่งผลทางตรงต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรในพื้นที่ หลายพื้นที่นอกเขตอำเภอเมือง มีประชากรมลายูมุสลิม 100% คนไทยพุทธและคนจีนต่างโยกย้ายจากพื้นที่ชนบทสู่เมือง หรือย้ายออกจากพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทำให้นิเวศของความหลากหลายวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดยะลาเปลี่ยนแปลงไป สำหรับ ผลกระทบในทางอ้อมของความไม่สงบ คือความสัมพันธ์ของคนต่างศาสนาในบางพื้นที่ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป จากเดิม ความรุนแรงส่งผลให้คนกลุ่มต่างๆ ไปมาหาสู่กันน้อยลง มีความไม่ไว้วางใจและหวาดระแวงกันมากขึ้น (แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง. 2563) จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเก็บข้อมูลองค์ความรู้นับตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นฐานความรู้ให้แก่คนรุ่นใหม่ของเมืองยะลา ได้ทำความเข้าใจถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม วิถีชีวิต และวิธีการอยู่ร่วมกันของผู้คนเมื่อ 17 ปีก่อนเกิดเหตุการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อทำให้คนยะลาเข้าใจ ถึงอัตลักษณ์ความเป็นยะลาร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถ่ายทอดต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้คนรุ่น ต่อมารับรู้ เมื่อกลับมาพิจารณาโครงสร้างประชากรด้านอายุ และโครงสร้างการศึกษาของเมืองยะลา พบว่าคน ยะลาส่วนมากอยู่ในช่วงอายุ 35-49 ปี ร้อยละ 20.56 รองลงมาคืออายุ 26-34 ปี ร้อยละ 14.15 และอายุ 60 ปีขึ้นไปร้อยละ 13.74 นับว่าเป็นสัดส่วนประชากรตามอายุที่แตกต่างจากสังคมไทยในภาพรวมที่กำลังก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัย ข้อมูลระดับการศึกษาพบว่า ประชากรส่วนมากจบการศึกษาชั้นประถมศึกษา (ป.4, ป.6, ป.7) คิด เป็นร้อยละ 34.71 รองลงมาคือระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ร้อยละ 16.32 ระดับมัธยมศึกษา ตอนต้นร้อยละ 15.05 และจบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ร้อยละ 11.60 สิ่งที่น่าสนใจคือจังหวัดยะลา เป็นศูนย์รวมของสถาบันการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงอุดมศึกษา ซึ่งมีทั้งสถาบันการศึกษาของรัฐบาล และเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่สอดคล้องกับความเชื่อของคนส่วนใหญ่ในพื้นที่ นอกจากนั้นยังมี สถาบันการศึกษาด้านอาชีพ เช่นวิทยาลัยเทคนิค และอาชีวะ สำหรับสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษามีทั้ง มหาวิทยาลัยราชภัฎยะลา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนียะลา มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตยะลา เป็นต้น นอกจากการเรียนรู้ในระบบแล้ว เทศบาลนครยะลายังมีแหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัย กระจายตัวอยู่ในเขต เทศบาล คืออุทยานการเรียนรู้ TK Park ยะลา และ TK Park โรงเรียนเทศบาล 4 สวนสร้างสรรค์หรรษา ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” และในอนาคตจะมีพิพิธภัณฑ์เมือง (City Museum) ผนวกกับ ห้องทดลองแห่งอนาคต (Future Lab) สำหรับคนยะลาได้มาเยี่ยมชม เรียนรู้ และทดลองออกแบบเมืองของ ตัวเอง ด้วยต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่เดิม ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษา และวิสัยทัศน์ของ ผู้นำของเทศบาลนครยะลาที่รองรับให้ยะลาสามารถพัฒนาเมืองไปในแนวทางเมืองแห่งการเรียนรู้ โครงการวิจัยนี้จึงสนใจที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลความหลากหลายทางวัฒนธรรมของผู้คนและชุมชน โดยทำให้ เห็นความแตกต่างของผู้คน และชุมชนในภาพรวมของจังหวัด ด้วยการทำแผนที่วัฒนธรรม และศึกษาลึกใน รายละเอียดของชุมชน ตลอดจนวิธีที่ผู้คนต่างวัฒนธรรมดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันในเขตเทศบาลนครยะลา แล้วจึง นำข้อมูลที่เป็นต้นทุนวัฒนธรรมที่สำคัญนี้ไปออกแบบการเรียนรู้เพื่อสร้างกิจกรรมให้กับเยาวชนได้เข้าใจตัวตน และมีทักษะในการอยู่ร่วมกับคนที่แตกต่าง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 |
| รหัสโครงการ | A15F640111 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | นางสาวศุภราภรณ์ ทวนน้อย |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | จังหวัดยะลา |
| รายละเอียด | ยะลาเป็นจังหวัดชายแดนภาคใต้สุดของประเทศไทยชายแดนติดกับตอนเหนือของประเทศมาเลเซีย อยู่บนคาบสมุทรไทย-มาเลย์ เป็นเขตความหลากหลายทางชีวภาพที่ประกอบไปด้วยส่วนของป่าฝนดิบชื้น (Tropical Rainforest) ที่อุดมสมบูรณ์เป็นส่วนใหญ่ ป่าฝนดิบชื้นในคาบสมุทรไทยมาเลย์เป็นระบบนิเวศที่ สำคัญเช่นเดียวป่าฝนดิบชื้นในบริเวณอื่นของโลก เช่น ป่าฝนอะเมซอนในอเมริกาใต้ ป่าฝนคองโกในแอฟริกา และป่าฝนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมักจะมีความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศแบบนี้สูงกว่าระบบ นิเวศประเภทอื่น ซึ่งแม้เทียบโดยพื้นที่แล้วป่าฝนดิบชื้นมีพื้นที่ประมาณ 3% ของระบบนิเวศทั้งหมดในโลก แต่ สามารถพบสิ่งมีชีวิตได้ 50% ชนิดของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลก ในประเทศไทยป่าฝนเขตร้อนชื้นพบได้ใน บริเวณคาบสมุทรภาคใต้ของไทยและมีระบบนิเวศที่ต่างออกจากภาคอื่น ๆ ของประเทศไทยเป็นเขตชีว ภูมิศาสตร์ย่อยรวมคาบสมุทรไทยมาเลย์ เกาะสุมาตรา เกาะชวา เกาะบอร์เนียว และเกาะปาลาวัน ซึ่งมีพืช พันธุ์และสิ่งมีชีวิตที่คล้ายคลึงกันไว้ด้วยกันเรียกว่าเขตย่อยซุนดา (Sunda) สำหรับจังหวัดยะลา พบว่าระบบนิเวศในบริเวณสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้แก่ ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งอยู่ใกล้กับเทือกเขาสันกาลาคีรีที่เป็นเทือกเขาชายแดนกั้นระหว่างไทยกับมาเลเซีย มีความ คล้ายคลึงกับพื้นที่ในมาเลเซียมากกว่าระบบนิเวศที่ภาคใต้ตอนบนด้วย และพบสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่แตกต่าง ไปจากภาคใต้ตอนบนที่อยู่เหนือเส้นคันการ์-ปัตตานี1 มีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่พบเฉพาะในประเทศมาเลเซีย เช่น นกเงือกหัวแรด นกเงือกปากย่น กระรอกบางชนิด ชะนีมือดำ ชะนีเซียมัง รวมถึงพืชถิ่นเดียวอย่างเช่น ศรี ยะลาของจังหวัดยะลา และ ใบไม้สีทอง(ย่านดาโอ๊ะ)ของจังหวัดนราธิวาส นอกจากนี้ บริเวณยอดเขาฮาลา จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นเขตเขาสูงที่เชื่อมต่อกับเขตเขาสูงในประเทศมาเลเซียยังมีสภาพภูมิอากาศหนาวเย็นและ เป็นระบบนิเวศที่ต่างออกไปที่อื่นในประเทศไทย ซึ่งสามารถพบสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่สามารถพบได้ที่ยอดเขาฮาลา จังหวัดยะลาได้เพียงที่เดียวในประเทศไทย จึงทำให้พื้นที่ทางธรรมชาติในบริบทจังหวัดยะลามีความ แตกต่าง (Uniqueness) ความหลากหลายทางชีวภาพเกี่ยวพันต่อเนื่องกับลักษณะภูมิประเทศซึ่งส่งผลกระทบต่อถึงภูมิอากาศ ฤดูกาล ปริมาณน้ำฝน ความชื้น อุณหภูมิ แหล่งน้ำตามธรรมชาติ รวมถึงเขตกั้นตามธรรมชาติที่ล้วนส่งผลให้ สิ่งมีชีวิตในแต่ละท้องถิ่นมีการวิวัฒนาการเพื่อปรับตัวให้กับธรรมชาติในแต่ละพื้นที่และมีความหลากหลาย ต่างกันออกไปด้วย และนอกจากนี้ ลักษณะการใช้พื้นที่ (Land Use) และคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่ต่างกันจะ ทำให้ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ต่างกันด้วย ในการศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพจึงควรศึกษา บริบททางภูมิประเทศ ลักษณะการใช้พื้นที่ และคุณภาพของสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป แต่องค์ความรู้ใน ธรรมชาติยังขาดแคลนการรวบรวม ถ่ายทอดให้เกิดการศึกษาเรียนรู้ในพื้นที่น้อยส่งผลต่อความตระหนักถึง ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติของพื้นที่น้อยลงตามไปด้วย เมืองยะลาได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีการวางผัง เมืองที่ดีและสวยงามแห่งหนึ่งในประเทศไทย เป็นเมืองที่แบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็นโซนชัดเจน เช่น สถานศึกษา สถานที่ราชการ ย่านธุรกิจการค้า บ้านพักอาศัย และสวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวของเมือง ยะลาจึงเป็น เมืองที่ระเบียบเรียบร้อย เป็นเมืองที่สวยงามร่มรื่น ถือเป็นต้นทุนที่ดีในการพัฒนาเมือง ในขณะที่ในแง่ของ ต้นทุนทางวัฒนธรรมยะลาเป็นเมืองแห่งพหุวัฒนธรรม ผู้คนมีอัตลักษณ์วัฒนธรรมที่หลากหลาย มีสถานศึกษา ที่ครอบคลุมในแทบทุกช่วงชั้นและทุกศาสตร์วิชา มีปราชญ์ที่เชี่ยวชาญในหลาย ๆ ด้าน และมี ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สวยงาม อย่างไรก็ดีจากการรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่า สภาพปัญหาที่เป็น อุปสรรคต่อการพัฒนาเมืองยะลา คือ ปัญหาด้านคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางการ ศึกษา เพราะแม้จะมีสถานศึกษาจำนวนมากแต่ด้วยข้อจำกัดของภาษาก็ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของ เยาวชนในพื้นที่อยู่ในระดับต่ำ ปัญหาด้านการขาดระเบียบวินัยของพลเมือง หรือขาดสำนึกในความเป็น พลเมืองที่เอาใจใส่ต่อส่วนรวม ปัญหาการขาดพื้นที่เรียนรู้ที่เหมาะสมต่อทุกวัย ทุกกลุ่ม หรือการมีพื้นที่กลาง (Common Space) พื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone) ที่เพียงพอ ปัญหายาเสพติดที่เป็นเชื้อร้ายบ่อนทำลาย สังคมและส่งผลต่อปัญหาอื่นในวงกว้าง รวมทั้งปัญหาด้านการสื่อสารและถ่ายทอดความคิดจากผู้นำที่มี ศักยภาพไปสู่ผู้ตามเพื่อสร้างความร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาเมือง และปัญหาด้านศักยภาพของผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ที่ยังคงไม่เปิดรับการเปลี่ยนแปลงมากนัก ทำให้การประสานงานประสานนโยบายในระดับผู้นำ ของหน่วยงานต่าง ๆ ไม่สอดรับกัน กล่าวโดยสรุปปัญหาหรือจุดอ่อนของเมืองยะลาที่สำคัญ คือ คุณภาพผู้คน หรือความเป็นพลเมืองในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน2 จากที่กล่าวมาข้างต้น การส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องต่างในจังหวัดยะลา หรือแม้แต่ด้านความหลากหลายทางธรรมชาติ จะเป็นส่วนหนี่งให้เกิดการพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ที่ยั่งยืนใน พื้นที่ โครงการวิจัย “ยะลาศึกษา : ความหลากหลายทางชีวภาพ” เป็นการรวบรวมข้อมูลความหลากหลายทางธรรมชาติในจังหวัดยะลา วิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้เรื่องความหลากหลายทางธรรมชาติของจังหวัดยะลาในรูปแบบภาพรวมเพื่อสื่อสารการเรียนรู้ร่วมกันของประชาชนในจังหวัดยะลาและขับเคลื่อนเมือง ยะลาให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้และมุ่งไปการสู่การพัฒนาของเมืองยะลาที่มีคุณภาพในการดำรงชีวิตและมีการเรียนรู้ตลอดชีวิต |
| รหัสโครงการ | A15F640111 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | วรานุช ชินวรโสภาค |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | จังหวัดยะลา |
| รายละเอียด | ด้วยต้นทุนที่เมืองยะลามี ทั้งในด้านวัฒนธรรมที่ผู้คนมีอัตลักษณ์วัฒนธรรมที่หลากหลาย ด้านการศึกษา ที่มี สถานศึกษาที่ครอบคลุมในแทบทุกช่วงชั้นและทุกศาสตร์วิชา มีปราชญ์ที่เชี่ยวชาญในหลาย ๆ ด้าน และด้าน ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ประกอบกับนโยบายของผู้บริหารในการพัฒนาเทศบาลนครยะลาในปี พ.ศ. 2561-2565 ที่มุ่งหวังจะฟื้นคืนนครยะลาให้กลับมามีความโดดเด่นภายใต้ทุนเดิมที่ถือเป็นจุดแข็งของพื้นที่ ด้วยการ ตั้งเป้าหมายให้นครยะลาเป็น Harmonize City เมืองแห่งความสมานฉันท์ โดยนำเสนอความเป็นตัวตนของยะลา ผ่านการทำ City Branding ซึ่งสะท้อนเรื่องราว สถานที่และประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นที่มีความเข้มแข็งดึงดูดให้เกิด ความน่าสนใจ ซึ่งจะเป็นจุดขายที่จะผลักดันให้นครยะลากลายเป็น Landmark สำคัญ สะท้อนจุดเด่นของพื้นที่ วิถี ชีวิตของชุมชนที่อยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และ สภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายได้อย่างลงตัว ดังนั้น จุดเน้นสำคัญหนึ่งของยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองในทิศทางนี้ คือ “การพัฒนาคน” ให้ตระหนักในความสำคัญของ ต้นทุนทางวัฒนธรรมและทางทรัพยากรที่มีอยู่ของเมืองยะลา มีวัฒนธรรมพลเมือง มีจิตสำนึกสาธารณะ มีจิตอาสา รักการเรียนรู้ รักสิ่งแวดล้อม ด้วยการพัฒนางานวิจัยและสร้างนวัตกรรมทางสังคม (Social innovation) และการ พัฒนาเครือข่ายการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้มีการรวมกลุ่ม การตื่นตัว การเรียนรู้ การช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน และมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองทั้งด้านสังคมและเศรษฐกิจ โครงการ“ยะลาเมืองแห่งการเรียนรู้: การพัฒนาต้นแบบพื้นที่การเรียนรู้เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตและบูรณาการการเรียนรู้ในบริบทชีวิตจริงสำหรับทุกคน เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในการ ออกแบบ “พื้นที่เรียนรู้ความหลากหลายและการมีส่วนร่วม” (Diversity and Inclusion in Learning Space) โดย การให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติในการศึกษาเก็บข้อมูลต้นทุนของเมืองยะลาในด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความหลากหลายทางชีวภาพ และนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการพัฒนา ออกแบบ และสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดกว้างและตอบสนองต่อความสนใจ ความต้องการของผู้คนที่หลากหลายในเมืองยะลา |
| รหัสโครงการ | A15F640111 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | นายอภินันท์ ธรรมเสนา |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | จังหวัดยะลา |
| รายละเอียด | สถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Institute for Lifelong Learning – UIL) ได้นิยามความหมายของเมืองแห่งการเรียนรู้ในการเป็นพื้นที่เรียนรู้ทางสังคมของผู้คน และก่อตั้ง เครือข่ายที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือรัฐบาลท้องถิ่นพัฒนากลยุทธ์ในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและ ส่งเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษาของผู้คน โดยให้ความหมายของเมืองแห่งการเรียนรู้ไว้ว่า เมืองที่มี การใช้ทรัพยากรในทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้สำหรับประชาชนทุก คนและทุกระดับ โดยมีการใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ มีการเรียนรู้อย่างมี คุณภาพ และส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต โดยมีคุณลักษณะที่สำคัญ 6 ประการ คือ (1) ส่งเสริมการเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงอุดมศึกษา (2) ส่งเสริมการเรียนรู้ในครอบครัวและชุมชน (3) ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพในที่ทำงาน (4) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย (5) ส่งเสริม คุณภาพและความเป็นเลิศในการเรียนรู้ (6) สนับสนุนวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเข้มแข็ง1 ทั้งนี้เมื่อเมืองถูกส่งเสริมไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้แล้ว การพัฒนาเมืองจะเกิดขึ้นได้โดยง่าย ประชาชนจะมีการรวมกลุ่มทางสังคมได้ดีขึ้น (Social Collaboration) เกิดการตื่นตัวเรียนรู้ระดับเมือง เพื่อพัฒนาให้เกิดการสร้างเครือข่ายและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ประชาชนจะร่วมมีอำนาจในการ ตัดสินใจในการพัฒนาด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจและความรุ่งเรืองทาง วัฒนธรรม จึงเป็นที่มาของการศึกษา แนวทางการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) โดยมี เป้าหมายที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของคนในฐานที่เป็นต้นทุนในการพัฒนาเมืองให้มีความพร้อมและ เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง สำหรับการสร้างเมืองยะลาไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) เป็นกระบวนการแบบมี ส่วนร่วมในลักษณะของการสร้างหุ้นส่วนการสร้างสรรค์เมืองบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและ วัฒนธรรม โดยการสร้างการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนรวมเพื่อพัฒนาศักยภาพคนและเมืองยะลาอย่าง รอบด้าน มีเป้าหมายสำคัญคือการ “พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนยะลา” โดยเริ่มต้นจากการสร้างองค์ ความรู้ที่เป็นกระบวนการศึกษาในมิติสังคมและวัฒนธรรมของเมืองยะลา เพื่อทำความเข้าใจ “คน” และ “เมือง” ยะลา รวมทั้งต้นทุนความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม และใช้ความรู้ดังกล่าว เป็นฐานในการพัฒนาเมืองยะลาให้เป็นเมืองที่เติบโตบนฐานเศรษฐกิจการเรียนรู้และวัฒนธรรม โดยมุ่ง สร้างเครือข่ายสังคมและพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เข้าถึงคนทุกกลุ่มในยะลาบนฐานแนวคิดสังคมแห่งการ เรียนรู้ตลอดชีวิต (A Lifelong Learning Society) ทั้งนี้เพื่อให้เห็นบริบทที่สำคัญและแนวทางการ พัฒนาเมืองยะลา จึงนำเสนอให้เห็นภาพความสำคัญของเมืองยะลาที่มีศักยภาพในการพัฒนาไปสู่เมือง แห่งการเรียนรู้ดังนี้ 1) บริบทและศักยภาพของเมืองยะลา ยะลา เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย สภาพพื้นที่โดยทั่วไปของเขตเทศบาลนคร ยะลาเป็นพื้นที่ราบลุ่ม ด้านทิศตะวันตกติดกับแม่น้ำปัตตานีทางด้านทิศใต้เป็นเนินเขาบางส่วนจาก เทือกเขาปิโลในเขตเทศบาลตำบลบุดี อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ทั้งนี้เมืองยะลาได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่ มีการวางผังเมืองที่ดีและสวยงามแห่งหนึ่งในประเทศไทย พื้นที่ในเขตเทศบาลนครยะลา มีถนนกว่า 400 สาย ตัดเชื่อมต่อกันส่วนหนึ่งเป็นใยแมงมุม มีวงเวียนซ้อนกัน 3 วงคล้ายกับกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส อีกทั้งเป็นเมืองที่แบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็นโซนชัดเจน เช่น สถานศึกษา สถานที่ราชการ ย่านธุรกิจการค้า บ้านพักอาศัย และสวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวของเมือง อีกทั้งถนนส่วนหนึ่งยังตัดกันเป็นตาราง หมากรุก คล้ายกับนครลอสแอลเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา มีทางเท้าควบคู่รางระบายน้ำช่วยให้แนว ของอาคารเป็นแนวเดียวกัน ส่งผลให้เมืองยะลามีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นเมืองที่สวยงามร่มรื่น สะดวกในการพัฒนาทุกด้านจนได้รับการกล่าวขานจากหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ อยู่เสมอ ทั้งนี้หากพิจารณาในแง่ของศักยภาพ เห็นได้ว่าเทศบาลนครยะลามีแนวทางในการพัฒนาเมือง ยะลาไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ โดยความสำคัญกับการพัฒนาเมืองให้เป็น “นครแห่งสวน” ลักษณะของ สวนล้อมเมืองและสวนในเมือง ที่มีความร่มรื่น สร้างอากาศที่ดีในเมือง จึงได้สร้างสวนสาธารณะใน สถานที่ต่าง ๆ ทั่วเขตเทศบาลนครยะลาจำนวนถึง 7 แห่ง นอกจากนี้เทศบาลนครยะลายังให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ของคนเมืองยะลา ดังเห็นได้จากแนวทางการจัดการศึกษาของเทศบาลนครยะลาที่ครอบคลุมในทุกพื้นที่ ในเขตเทศบาลนครยะลา โดยมีการพัฒนาโรงเรียนในสังกัดเทศบาลให้มีความทันสมัย ในส่วนของสื่อ การเรียนการสอนศูนย์การเรียนรู้ มีการจัดการศึกษาตามนโยบายของรัฐบาลและสนองตอบต่อความ ต้องการของประชาชนท้องถิ่น โดยจัดการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน การจัดการศึกษาของท้องถิ่น ถือเป็นหน้าที่หลักประการหนึ่งของเทศบาลที่ต้องจัดให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามเกณฑ์ ที่กำหนด ในส่วนของการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตเทศบาลนครยะลายังความสำคัญต่อการศึกษาการ เรียนรู้นอกห้องเรียนโดยก่อสร้างแหล่งเรียนรู้ ในประเภทต่าง ๆ ภายในเขตเทศบาลนครยะลา อุทยาน การเรียนรู้ TK Park ยะลา และ TK Park โรงเรียนเทศบาล 4 เป็นแหล่งรวบรวมการเรียนรู้ใหม่ ๆ ใน หลายแขนง นอกจากนี้ยังมีการให้บัตรแหล่งค้นคว้าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย สวนสร้างสรรค์หรรษา เป็นสถานที่ฝึกทักษะทางสมองของเด็กเยาวชน ซึ่งได้จำลองอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถฝึกทักษะการ แก้ปัญหา เป็นต้น ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ยะลา เป??นห้องสมุดที่รวบรวมความรู้ท้องถิ่น ให้สามารถศึกษาค้นคว้าได้และ ห้องสมุดประชาชน อยู่ในพื้นที่ใจกลางเทศบาลนครยะลา โดยสามารถ ให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง 2) สถานการณ์ปัญหาและความต้องการของคนเมืองยะลาอย่างไรก็ดีแม้เทศบาลนครยะลาจะให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการจัดการศึกษาและการจัดการ เรียนรู้ตลอดชีวิตในหลากหลายรูปแบบ แต่ด้วยข้อจำกัดของระบบการศึกษาของประเทศไทยซึ่งเน้นการวัดผลความรู้ที่ไม่สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมของท้องถิ่น ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของ เยาวชนยะลาอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ โดยเป็นจังหวัดมีลำดับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอยู่ลำดับที่ 13 (242.45) โดยดัชนีนี้วัดจากจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ย, ไอคิวของเด็กอายุ 6-15 ปี, อัตราการเข้าเรียนต่อ ระดับชั้นมัธยมศึกษา, และคะแนน O-Net ในแต่ละจังหวัด ทั้งนี้จากการรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่า สภาพปัญหาที่เป็น อุปสรรคต่อการพัฒนาเมืองยะลา คือ ปัญหาด้านคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะแม้จะมีสถานศึกษาจำนวนมากแต่ด้วยข้อจำกัดของภาษาก็ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทาง การศึกษาของเยาวชนในพื้นที่อยู่ในระดับต่ำ ปัญหาด้านการขาดระเบียบวินัยของพลเมือง หรือขาดสำนึกในความเป็นพลเมืองที่เอาใจใส่ต่อส่วนรวม ปัญหาการขาดพื้นที่เรียนรู้ที่เหมาะสมต่อทุกวัย ทุก กลุ่ม หรือการมีพื้นที่กลาง (Common Space) พื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone) ที่เพียงพอ ปัญหายาเสพติดที่เป็นเชื้อร้ายบ่อนทำลายสังคมและส่งผลต่อปัญหาอื่นในวงกว้าง รวมทั้งปัญหาด้านการสื่อสาร และถ่ายทอดความคิดจากผู้นำที่มีศักยภาพไปสู่ผู้ตามเพื่อสร้าง ความร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาเมืองและปัญหาด้านศักยภาพของผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่นที่ยังคงไม่เปิดรับ การเปลี่ยนแปลงมากนัก ทำให้ การประสานงานประสานนโยบายในระดับผู้นำของหน่วยงานต่าง ๆ ไม่สอดรับกัน กล่าวโดยสรุปปัญหาหรือจุดอ่อนของเมืองยะลาที่สำคัญ คือ คุณภาพผู้คนหรือความเป็นพลเมืองในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องได้รับ การพัฒนาอย่างยั่งยืน สถานการณ์ปัญหาของเมืองยะลาสอดคล้องกับผลการสำรวจของรายงานการค้นหาความ ต้องการทางเศรษฐกิจและสังคม (Social Need) พื้นที่ภาคใต้ชายแดน ซึ่งพบว่า ประเด็นสำคัญเร่งด่วน ในพื้นที่ภาคใต้ชายแดนเชื่อมโยงกันภายใต้กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน 3 เรื่อง คือ ประเด็นยาเสพติด ในเรื่องคุณภาพชีวิตผู้คน (people) ประเด็นเศรษฐกิจภาคการเกษตรถดถอย และการเติบโตทาง เศรษฐกิจที่ต่ำ ในเรื่องความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและครอบคลุม (prosperity) และเรื่องนิติ ธรรมกับสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ ภายใต้เรื่องสันติภาพ สถาบันที่เข้มแข็ง และความยุติธรรม (peace) โดยที่ด้านคุณภาพของคน รายงานดังกล่าวได้เสนอให้มีการผลิตงานวิจัยเพื่อออกแบบ การศึกษาใหม่ (Redesign Education) ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและแนวทางการพัฒนาของพื้นที่ รวมทั้งงานวิจัยการจัดการปัญหายาเสพติดโดยชุมชน และองค์ความรู้บูรณาการทุนทางความเชื่อ วัฒนธรรม และสังคม กับการแพทย์ปัจจุบัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และเยียวยาผู้ติดยาเสพติด2 3) แนวทางการพัฒนาเมืองยะลาจากการประเมินต้นทุนการพัฒนาและการวิเคราะห์ปัญหาของเมืองยะลา เห็นว่า จุดเน้นของ การพัฒนาเมืองยะลาให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) ที่มีการกระจายศูนย์กลางความเจริญ มีการขับเคลื่อนเมืองด้วยข้อมูล (Data) เป็นเมืองที่มีขีดความสามารถใหม่ ๆ และเกิดความร่วมมือทาง เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมนั้น จุดเน้นสำคัญ คือ การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองบน ฐานเศรษฐกิจการเรียนรู้และวัฒนธรรม ที่มุ่ง “พัฒนาคน” ให้มีวัฒนธรรมพลเมือง มีจิตสำนึกสาธารณะ มีจิตอาสา รักการเรียนรู้ รักสิ่งแวดล้อม ด้วย การพัฒนางานวิจัยและสร้างนวัตกรรมทางสังคม (Social innovation) จากการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งนี้การพัฒนาเมืองยะลาบนฐานเศรษฐกิจการ เรียนรู้และวัฒนธรรม ถือเป็นแนวทางการพัฒนาเมืองที่ให้ความสำคัญกับต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ ของเมืองยะลา เพื่อพัฒนาเมืองยะลาให้มีศักยภาพในการพัฒนาเมืองในมิติอื่น ๆ ทั้งนี้แนวทางการพัฒนาเมืองยะลาดังกล่าวสอดคล้องกับแผนพัฒนาเทศบาลนครยะลาในปี พ.ศ. 2561-2565 ที่มุ่งหวังจะฟื้นคืนนครยะลาให้กลับมา มีความโดดเด่น ภายใต้ทุนเดิมที่เทศบาลนคร ยะลามีอยู่ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของพื้นที่ ได้แก่ ทุนความสะอาด ทุนความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทุน สิ่งแวดล้อม ทุนด้านการศึกษา และทุนทางวัฒนธรรม โดยผู้บริหารจึงจะดำเนินงานตามแนวทาง 3R ประกอบด้วย 1) Restructure เป็นการปรับโครงสร้างเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และการคมนาคม ให้ มีความเข้มแข็ง ดึงจุดแข็งและสร้างการเป็นศูนย์กลางให้แก่นครยะลา โดยใช้ต้นทุนที่มีเป็นฐานสำคัญใน การผลักดันการดำเนินงาน 2) Repositioning การวางตำแหน่งเมือง โดยตั้งเป้าหมายให้นครยะลา เป็น เมืองแห่งความสมานฉันท์ นำเสนอความเป็นตัวตนของยะลา ผ่านการทำ City Branding ซึ่งสะท้อน เรื่องราว สถานที่และประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นที่มีความเข้มแข็งดึงดูดให้เกิดความน่าสนใจ ซึ่งจะเป็นจุดขายที่จะผลักดันให้นครยะลากลายเป็น Landmark สำคัญ สะท้อนจุดเด่นของพื้นที่ วิถีชีวิตของชุมชนที่ อยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายได้อย่างลงตัว และ 3) Reimage ปรับภาพลักษณ์นครยะลา ให้เป็นเมืองที่มีสีสัน สร้างความเชื่อมั่นและทัศนคติเชิงบวกให้แก่ คนในพื้นที่และนอกพื้นที่ นำไปสู่การสร้างความปรองดอง ความสมานฉันท์ขับเคลื่อนนครยะลาให้เป็น เมือง Harmonize City3 4) การสร้างภาคีหุ้นส่วน (Partnership) กับการพัฒนาเมืองยะลา จากหลักการสำคัญของการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO มีเงื่อนไขสำคัญที่เป็น พื้นฐานการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ อยู่ 3 ประการ ได้แก่ ความมุ่งมั่นและความเข้มแข็งของผู้นำ การ บริหารเมืองและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย การจัดสรรและบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเงื่อนไขที่มีความสำคัญคือ จัดตั้งเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือรัฐบาลท้องถิ่นพัฒนากลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรม ในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และส่งเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษาของผู้คน โครงการวิจัยนี้จึงวางแนวทางการวิจัยอยู่บนหลักการดังกล่าว โดยให้ความสำคัญกับการจัดตั้ง เครือข่ายที่จะช่วยเหลือเทศบาลนครยะลาในการพัฒนาเมืองสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืนบนฐานของ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ดีโจทย์สำคัญของโครงการวิจัยนี้คือการยกระดับเครือข่ายให้ เป็นภาคีหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partners) ที่มีศักยภาพในการร่วมลงทุน (investment) ใน การพัฒนาเมืองยะลาร่วมกับเทศบาลเมืองยะลา ทั้งในด้านความรู้ ด้านพละกำลัง และด้านทุนทรัพย์ เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาเมืองยะลาอย่างยั่งยืน |
| รหัสโครงการ | A15F640125 |
|---|---|
| หัวหน้าโครงการ | รศ.ดร. ภาวิณี เอี่ยมตระกูล |
| แหล่งทุน | กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 |
| พื้นที่ดำเนินการ | คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผัง เมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดยมี พื้นที่อำเภอธัญบุรีเป็นพื้นที่ศึกษา ซึ่งในพื้นที่ประกอบด้วยหน่วยงานท้องถิ่นที่รับผิดชอบ 4 หน่วยงาน (ขอบเขต) ได้แก่ 1) เทศบาลนครรังสิต เป็นเทศบาลนครในอำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยเป็นเมืองปริมณฑลที่ รองรับการขยายตัวของกรุงเทพมหานครในทางตอนเหนือ ในปัจจุบัน เขตเทศบาลนครรังสิต กลายเป็นจุดศูนย์กลางในการเดินทางต่อไปยังจังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก โดยเทศบาลนครรังสิตมีประชากรทั้งสิ้น จำนวน 84,268 คน แยกเป็นประชากรชายจำนวน 39,105 คน ประชากรหญิงจำนวน 45,163 คน ความ หนาแน่นประชากรโดยเฉลี่ย 4,051.35 คน ต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร ประชากรส่วนใหญ่มี อาชีพที่ผสมผสานระหว่างการเกษตร การอุตสาหกรรม การบริการ และการพาณิชย์ ปัจจุบันการ ขยายตัวในภาคอุตสาหกรรม การพาณิชย์ และการบริการอยู่ในอัตราที่สูง ทำให้มีผู้สนใจภาค การเกษตรในอัตราที่น้อยลง 2) เทศบาลเมืองบึงยี่โถ เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทเทศบาลเมือง ตั้งอยู่ในอำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี จัดตั้งขึ้นเป็นเทศบาลตำบลเมื่อปี พ.ศ. 2550 และยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองเมื่อ ปี พ.ศ. 2554 โดยการประกอบอาชีพของประชากรในเขตพื้นที่ตำบลบึงยี่โถ ประกอบไปด้วย อาชีพการเกษตร รับจ้าง ค้าขาย และประกอบอาชีพอื่น ๆ เขตเทศบาลเมืองบึงยี่โถเป็นอาณาเขต ปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร การสัญจรสะดวก มีการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรมค่อนข้างสูง ทำให้ที่ดินในพื้นที่มีราคาสูง ส่งผลให้ประชากรส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงการประกอบอาชีพ เกษตรกรรมที่มีอยู่เดิมหันมาประกอบอาชีพด้านอุตสาหกรรมมากขึ้น 3) เทศบาลตำบลธัญบุรี เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในเขตปริมณฑล อยู่ห่างจากจังหวัด ปทุมธานี ประมาณ 34 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 30.78 ตารางกิโลเมตร สภาพพื้นที่ของเทศบาล เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวตลอดระยะคลองซอยที่ 5 ถึงคลองซอยที่ 9 กว้างจากคลองรังสิต ประยูรศักดิ์ ปัจจุบันเทศบาลตำบลธัญบุรี มีจำนวนประชากรรวมทั้งสิ้น 63,300 คน แยกเป็นชาย 30,351 คน หญิง 32,949 คน จำนวนหลังคาเรือน 33,791 หลังคาเรือน 4) เทศบาลเมืองสนั่นรักษ์ เป็นเทศบาลเมืองซึ่งมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ตำบลบึงสนั่นและตำบล บึงน้ำรักษ์ หรือพื้นที่ตามแนวคลองเก้าไปจนถึงคลองสิบสี่ ในอำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เทศบาลเมืองสนั่นรักษ์เป็นหนึ่งในสองเทศบาลเมืองของอำเภอธัญบุรี ร่วมกับเทศบาลเมืองบึงยี่โถ ปัจจุบันในเขตเทศบาลมีประชากร 31,855 คน |
| รายละเอียด | ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศทั่วโลกได้เผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นในมิติต่าง ๆ ทั้งมิติด้านสังคม เศรษฐกิจ ประชากร และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะจำนวนประชากรเมืองที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ปัญหาของเมืองที่ เกิดขึ้นยากจะแก้ไข เช่น ปัญหาสุขภาพของประชาชน, ปัญหาความเลื่อมล้ำของรายได้และการเข้าถึง โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เท่าเทียมกัน ปัญหาการจัดการของเสีย ปัญหาทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด รวมถึงปัญหา การจราจรที่ติดขัด ส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศ จึงทำให้เกิดความพยายามในการแก้ไขปัญหาของ เมืองเพื่อลดกระทบที่เกิดขึ้นเรื่อยมา ปัจจุบันจำนวนประชากรโลกเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งมากกว่าครึ่งของ ประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในเมือง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 ในปี ค.ศ 2030 รวมทั้งเมืองมีบทบาท และมีอิทธิพลต่อการขยายตัวของกิจการในระดับชาติและระดับโลก ทั้งนี้ การขยายตัวดังกล่าวทำให้เทศบาล เมืองต่าง ๆ เผชิญกับสิ่งท้าทายที่เกี่ยวข้องกับความสมานฉันท์ในสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจ และความยั่งยืน อย่างไรก็ตาม เทศบาลเมืองหลาย ๆ แห่ง เริ่มเห็นว่า การดำเนินการตามกลยุทธ์ด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็น ปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาเพื่อพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ดังนั้น องค์การยูเนสโก โดยสถาบันการเรียนรู้ ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Institute for Lifelong Learning - UIL) จึงได้จัดตั้งเครือข่ายระดับโลก ด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก (The UNESCO Global Network of Learning Cities - GNLC) เพื่อ ช่วยรัฐบาลท้องถิ่นพัฒนากลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรมในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ เครือข่ายนี้จะสนับสนุนการ บรรลุผลการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้ง 17 ประการ (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 4 ซึ่งเน้นการจัดการศึกษาอย่างครอบคลุม เท่าเทียม และมีคุณภาพ รวมทั้งส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน (Lifelong Learning: LLL) ตลอดจนเป้าหมายที่ 11 ซึ่งมุ่งพัฒนาเมืองและถิ่นฐานให้มนุษย์ได้อยู่ร่วมกัน อย่างปลอดภัย และมีการช่วยเหลือเกื้อหนุนซึ่งกันและ กันสู่ความยั่งยืน (ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน, 2559) สำหรับจากการพัฒนาเมืองของประเทศไทยยังคงใช้นโยบายและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเมือง เพื่อการ ผลักดันด้านการเป็นฐานของการผลิตอุตสาหกรรมและการค้า ซึ่งเมื่อหากพิจารณาถึงทิศทางของการพัฒนา แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทยตั้งแต่ ฉบับที่ 1 – 11 จะเห็นว่าทิศทางของการพัฒนา จะพัฒนาจากด้านเกษตรกรรมเป็นด้านอุตสาหกรรมและด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งส่งผลให้แนวโน้ม ของการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 เน้นการพัฒนาด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ ในการปรับปรุงการบริหารของภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้นำมาใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อลด ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและการก้าวข้ามกับดักของการพัฒนาในแต่ละปัญหาของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน อนึ่ง บริบทของการพัฒนาด้านการศึกษาในประเทศไทยได้มีลักษณะการพัฒนาที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์ ของแต่ละพื้นที่ จะมีบทบาทหลัก 8 ด้าน ได้แก่ ด้านประชากร ด้านเศรษฐกิจ ด้านอุตสาหกรรม ด้านการ ท่องเที่ยว ด้านการศึกษา การสาธารณสุข การบริการราชการ และการคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะด้าน การศึกษาจะเห็นได้ว่าในแต่ละภูมิภาคมีสถานศึกษาชั้นนำมากมายซึ่งเป็นแหล่งผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพชั้นนำ ของประเทศ โดยกลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยในการพัฒนาเมืองหรือประเทศในอนาคต แต่ อย่างไรก็ตามสภาวการณ์และบริบทของการพัฒนาด้านการศึกษาในปัจจุบัน บทบาทของเทคโนโลยีส่งผลต่อ การดำรงชีวิตมากขึ้น โดยผลการพัฒนาด้านการศึกษาของประเทศไทยพบว่า มีแนวโน้มที่เด็กจะเข้าสู่ กระบวนการศึกษาที่ลดลง ขาดทักษะและความสามารถในด้านการจัดการและสังเคราะห์ข้อมูล ขาดทักษะ ด้านภาษา และผลผลิตของการศึกษากับความต้องการกำลังแรงงานไม่สอดคล้องกันได้ ซึ่งสืบเนื่องมาจาก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแบบก้าวกระโดดที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของ ประเทศที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิวัติดิจิตอล การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวคิดขององค์การ สหประชาชาติ การพัฒนาด้านประชาคมอาเซียน และแนวคิดการพัฒนาประเทศไทยยุค 4.0 ซึ่งประเด็นด้าน การศึกษาได้ถูกอภิปรายถึงแนวทางการพัฒนาด้านการศึกษาในระดับนานาชาติ ในด้านบทบาทของ มหาวิทยาลัยนั้นจำเป็นที่จะต้องพัฒนาในหลากหลายด้าน อันได้แก่ การพัฒนาในด้านบริบทด้านกายภาพที่ เอื้อต่อการศึกษา การพัฒนาในด้านของการส่งเสริมและการปลูกฝังให้เกิดการเรียนรู้ในระยะยาว โดยเฉพาะ อย่างยิ่งการเรียนรู้แบบเป็นทางการ (Formal Approach) ที่จะลดลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น และผู้ที่เรียนเป็น ผู้มักจะเป็นผู้ที่มีทุนทรัพย์ที่สูง และยิ่งผู้เรียนมีอายุที่สูงขึ้นการกลับเข้ามาเรียนรู้ใหม่จะลดลง (Government Office for Science, 2016) ทิศทางการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนให้มีความสอดคล้องกับเป้าหมายของ สหประชาชาติด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 เป้าหมาย โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 4 ด้านการศึกษา ทั้งนี้ สถาบันUIL ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเมืองว่า เมืองมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการศึกษาและการ เรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงสามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนใน 3 มิติ ได้แก่ การพัฒนา สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันมีหลายเมืองที่มีบทบาทสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรและ ดำเนินโครงการต่าง ๆ ด้านการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพลเมืองโดยการจัดการศึกษาตลอดชีวิต (NNERCO, 2020) โดยการจัดการพื้นที่ให้เกิดเป็นสังคมของการเรียนรู้ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างแรงกระตุ้น(Stimulating) ทั้งทางตรง และทางอ้อม ของกลุ่มผู้ใช้งานที่มีความหลากหลาย ซึ่งในปัจจุบันบทบาทของ มหาวิทยาลัยในการพัฒนาให้เป็นศูนย์ของการเรียนรู้นั้น จัดได้ว่าเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะส่งเสริมการ เรียนรู้อย่างยั่งยืน ซึ่งองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นสามารถขยายผลไปยังพื้นที่กิจกรรมอื่นๆ ในจังหวัด ด้วยการสร้าง สภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการเรียนรู้ให้เกิดการเรียนรู้สอดคล้องกับบริบทของอัตลักษณ์ของพื้นที่นั้น ๆ ตลอดจนสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสแก่คนทุกประเภท ทุกระดับสังคมให้สามารถเข้าถึงได้และมี การศึกษาที่มีคุณภาพ ด้วยการเน้นการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนตั้งแต่ระดับนานาชาติ ระดับประเทศ ระดับ ท้องถิ่น หน่วยงานเอกชน ตลอดจนชุมชน เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากสหศาสตร์ให้เกิดความยั่งยืนในระยะ ยาว ดังนั้นในการศึกษากลไกความร่วมมือในการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านพื้นที่การเรียนรู้ควรมุ่งเน้น คุณสมบัติของเมืองแห่งการเรียนรู้ (Key Features of Learning Cities) องค์ประกอบหลัก 3 ประการ ในการ สร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ ได้แก่ 1) ประโยชน์หลักจากการส่งเสริมเมืองแห่งการเรียนรู้ 3 ประการ ได้แก่ ประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจและการรวมกลุ่มทางสังคม การพัฒนาทางเศรษฐกิจและความรุ่งเรืองทาง วัฒนธรรม รวมทั้งการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2) คุณลักษณะสำคัญที่จะนำไปสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ 6 ประการ ได้แก่ การส่งเสริมการเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงอุดมศึกษา การส่งเสริมการเรียนรู้ในครอบครัวและ ชุมชน การอำนวยความสะดวกให้มีการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพในสถานที่ทำงาน การส่งเสริมการใช้ เทคโนโลยีเกี่ยวกับ การเรียนรู้ที่ทันสมัย การส่งเสริมคุณภาพและความเป็นเลิศในการเรียนรู้ และก าร สนับสนุนวัฒนธรรม การเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเข้มแข็ง 3) เงื่อนไขสำคัญที่เป็นพื้นฐานการสร้างเมืองแห่ง ความรู้ 3 ประการ ได้แก่ ความมุ่งมั่น และความเข้มแข็งของผู้นำ การบริหารเมืองและการมีส่วนร่วมของผู้มี ส่วนได้เสีย รวมทั้งการเคลื่อนย้าย และการใช้ทรัพยากรซึ่งการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้จำเป็นต้องวิเคราะห์ ถึงรูปแบบการพัฒนาเมืองรวมถึงบริบทของการพัฒนาด้านการศึกษาในแต่ละพื้นที่ และเชื่อมโยงการขยายผล การนำองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นนำไปใช้ประโยชน์และพัฒนาชุมชนหรือพื้นที่กิจกรรม อัน เป็นแนวคิดการออกแบบวางผังและวางแผนการพัฒนาสภาพแวดล้อมเมืองแห่งการเรียนรู้ต่อการใช้งานของ คนในทุกระดับ และเป็นการเสริมสร้างคุณภาพและช่วยพัฒนาชุมชนในจังหวัด ด้วยการสร้างความเท่าเทียม และทันการณ์ โดยบทบาทที่สำคัญของพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ( Center of innovative education for life-long learning) คือ การสร้างเครือข่ายระหว่างชุมชน คนกลุ่มต่าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงองค์ ความรู้ และสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน (Collaboration) โดยอาจมีฐานข้อมูลกลางที่ จัดแบ่งประเภทผลงานต่าง ๆ สำหรับแต่ละกลุ่มคน เพื่อการค้นคว้าและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สามารถ สร้างสรรค์ผลงานด้านวิจัย ผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ จนนำไปสู่การจดสิทธิบัตรได้ (Patent) สำหรับจังหวัดปทุมธานีถือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีศักยภาพในการพัฒนาสู่การเป็นเมืองแห่งความรู้ ซึ่ง ปัจจุบันได้มีทิศทางในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ภายใต้วาระการขับเคลื่อน จังหวัดปทุมธานีเพื่อพัฒนาและ แก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้จังหวัดปทุมธานีเป็นเมืองของทุกคน Pathum Thani Agenda: Pathum Thani for All ภายใต้แนวคิด การพัฒนาจังหวัดปทุมธานี ตามตัวอักษร Pathum Thani แสดงในภาพ สะท้อนให้เห็นมิติในการพัฒนาในหลากหลายด้าน สำหรับในด้านของการศึกษา ปทุมธานีมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างภาครัฐ สถานศึกษา และหน่วยงานทางการศึกษาเพื่อต่อยอดการเรียนรู้ในทุกระดับ การส่งเสริมนวัตกรรม เทคโนโลยี องค์ความรู้ใหม่ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ให้ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน และมีทักษะการเรียนรู้ การพัฒนายกระดับ ศักยภาพวัยแรงาน ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งทิศทางการพัฒนาดังกล่าวสามารถเชื่อมกับมิติการพัฒนาอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการบูรณาการการพัฒนาอย่างเหมาะสม เพื่อกระจายการพัฒนาทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นในการศึกษานี้จึงมุ่งเน้นศึกษากลไกความร่วมมือในการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านพื้นที่การ เรียนรู้ของจังหวัดปทุมธานี ผ่านการพัฒนาพื้นต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ที่มิเพียงมุ่งเน้นศึกษาเฉพาะพื้นที่ ทางการศึกษา (สถาบันการศึกษา) เท่านั้นแต่รวมไปถึงพื้นที่กิจกรรมภายในเมืองที่สามารถส่งเสริมให้เกิด กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรม (กิจกรรมการเรียนรู้วิธีการผลิตของ ผลิตภัณฑ์และบริการ) ด้านเศรษฐกิจ (กิจกรรมการเรียนรู้เส้นทางของผลผลิต หรือสินค้า ตลอดจนการค้าขาย) ด้านเกษตรกรรม (กิจกรรมการเรียนรู้ด้านการเกษตร) ด้านการท่องเที่ยว (กิจกรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ พื้นที่) เป็นต้น โดยกิจกรรมดังกล่าวจะถูกวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อถอดบทเรียน หรือชุดความคิด กระบวนการในการดำเนินกิจกรรมนั้น เพื่อสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวภายในจังหวัดปทุมธานี ซึ่ง การดำเนินกิจกรรมดังกล่าวจะถูกขับเคลื่อนผ่านกลไกการมีส่วนร่วมในการพัฒนาผ่านการร่วมมือในการ ดำเนินการของประชาชนอันมีบทบาทในการเป็นเจ้าของพื้นที่ หรือผู้อาศัยภายในเมืองจะได้รับโอกาสในการ เข้าถึงพื้นที่แห่งการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม โดยมีหน่วยงานภาครัฐเป็นหน่วยงานในการสนับสนุนการดำเนินงาน และประสานงาน รวมไปถึงหน่วยงานภาคเอกชนที่จะเข้ามาสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม โดย มีสถาบันการศึกษาเป็นหน่วยงานในการสนับสนุนองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยี นอกจากนี้พื้นที่ ต้นแบบจะถูกออกแบบทางกายภาพและกิจกรรมการใช้งาน เพื่อให้พื้นที่สามารถสร้างสรรค์ให้เป็นพื้นที่แห่ง การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกิจกรรมต่าง ๆ ภายในเมือง ส่งเสริมการใช้งานและเอื้อต่อการทำกิจกรรมการเรียนรู้ด้วย สภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคม ทรัพยากรและแหล่งการเรียนรู้ที่เพียงพอและเกื้อหนุนการเรียนรู้ของ ประชาชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน |