อยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา
เชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เข้าชม 2 ครั้ง

การขับเคลื่อนหลักสูตรท้องถิ่นผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ทุกช่วงวัย ที่มีการผสานและเชื่อมโยงพื้นที่แห่งการเรียนรู้เมืองกาฬสินธุ์

ปีที่เผยแพร่: 2565

บทคัดย่อ (Abstract)

ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ซึ่งเป็นวิธีการที่ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมวิจัย เป็นการเรียนรู้จากประสบการ ณ์ การเก็บรวบรวมดำเนินการวิจัยโดยเลือกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ผลการวิจัยรายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ ในเรื่องการขับเคลื่อนหลักสูตรท้องถิ่นผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ทุกช่วงวัยที่มีการผสานและเชื่อมโยงพื้นที่แห่งการเรียนรู้เมืองกาฬสินธุ์ และเพื่อตอบคำถามตามวัตถุประสงค์การศึกษาตามลำดับ ในการนำเสนอแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
ประกอบด้วย 1) กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมระหว่าง เด็ก เยาวชน คนในพื้นที่ และภาคเครือข่าย สู่เมืองกาฬสินธุ์แห่งการเรียนรู้ 2) พัฒนากรอบหลักสูตรท้องถิ่นสู่การเป็น “เมืองน่าศึกษา” และ 3) การขับเคลื่อนหลักสูตรท้องถิ่นผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ทุกช่วงวัยที่มีการผสานและเชื่อมโยงพื้นที่แห่งการเรียนรู้ โดยแบ่งกิจกรรมออกเป็นทั้งหมด 6 กิจกรรม เพื่อสามารถนำไปหาความเชื่อมโยงพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สามารถสรุปผลการวิจัยได้ดังนี้
สำหรับกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมระหว่าง เด็ก เยาวชน คนในพื้นที่ และภาคเครือข่าย สู่เมืองกาฬสินธุ์แห่งการเรียนรู้ของภาคีเครือข่าย ได้ร่วมดำเนินการตั้งแต่กระบวนการสืบค้น เก็บรวบรวมข้อมูลวิเคราะห์-สังเคราะห์ข้อมูลไปพร้อม ๆ กันตามขั้นตอนกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมทั้ง 6 กิจกรรม ดังนี้
กิจกรรมที่ 1 สร้างความสัมพันธ์และเครือข่ายการเรียนรู้ กิจกรรมที่ 2 การเปลี่ยนกระบวนทัศน์และแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ในการจัดการเรียนรู้ กิจกรรมที่ 3 ปฏิบัติการสร้างการมีส่วนร่วมเรียนรู้กับชุมชน กิจกรรมที่ 4 สร้างประสบการณ์ร่วม กิจกรรมที่ 5 การพัฒนาหลักสูตรและการนำไปใช้ และกิจกรรมที่ 6 ขับเคลื่อน
หลักสูตรท้องถิ่นผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ทุกช่วงวัย เพื่อนำไปหาความเชื่อมโยงพื้นที่แห่งการเรียนรู้พัฒนากรอบหลักสูตรท้องถิ่นสู่การเป็น “เมืองน่าศึกษา” สำหรับเนื้อหาและหลักสูตรมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม โดยกลุ่มเป้าหมายของการใช้หลักสูตรมีหลากหลายและมุ่งเน้นให้หลักสูตรท้องถิ่น “กาฬสินธุ์ศึกษา” และหลักสูตรพัฒนาทักษะอาชีพ 20 หลักสูตร ที่สามารถเรียนรู้ในทุกช่วงวัย โดยแบ่งเนื้อหาเป็นชุดการเรียนรู้ทั้งหมด 4 ชุดการเรียนรู้ ดังนี้ ชุดที่ 1 ตามรอยเมืองฟ้าแดดสงยาง ชุดที่ 2 กว่าจะเป็นจังหวัดกาฬสินธุ์ ชุดที่ 3 แหล่งท่องเที่ยวและของดีเมือง
กาฬสินธุ์ และชุดที่ 4 ประเพณี วัฒนธรรมการขับเคลื่อนหลักสูตรท้องถิ่นผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ทุกช่วงวัยที่มีการผสานและเชื่อมโยงพื้นที่แห่งการเรียนรู้ หลักสูตรทักษะพัฒนาอาชีพท้องถิ่น “KALASIN Model เรียนรู้ สู้วิกฤต ดำรงชีวิตพอเพียง” เป็นการจัดการศึกษาโดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดการศึกษาในระบบ การจัดการศึกษานอก
ระบบ และการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อจัดการศึกษาให้กับทุกช่วงวัย มุ่งเน้นการจัดการศึกษาด้านอาชีพในท้องถิ่น โดยมีปราชญ์ชาวบ้าน ภูมิปัญญาท้องถิ่นเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ โดยการมีส่วนร่วมกับภาคีเครือข่ายทางการศึกษา ระดมทรัพยากรและรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น ภายใต้หลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนาสานต่อ และต่อยอด” และเน้นการฝึกปฏิบัติจริง ใช้แหล่งเรียนรู้ที่มีในท้องถิ่น เป็นครูในการเรียนการสอนโดยสามารถปฏิบัติได้จริง 20 หลักสูตร

วัตถุประสงค์ (Objective)

2.1) เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมระหว่าง เด็ก เยาวชน คนในพื้นที่ และภาค
เครือข่าย สู่เมืองกาฬสินธุ์แห่งการเรียนรู้
2.2) เพื่อพัฒนากรอบหลักสูตรท้องถิ่นสู่การเป็น “เมืองน่าศึกษา”
2.3) เพื่อขับเคลื่อนหลักสูตรท้องถิ่นผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ทุกช่วงวัยที่มีการผสานและ
เชื่อมโยงพื้นที่แห่งการเรียนรู

รายละเอียด (Details)

“เมืองแห่งการเรียนรู้” ปัจจุบันจำนวนประชากรโลกเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งมากกว่าครึ่งของประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในเมือง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 60% ในปี 2030
รวมทั้งเมืองมีบทบาทและมีอิทธิพลต่อการขยายตัวของกิจการในระดับชาติและระดับโลก ทั้งนี้การขยายตัวดังกล่าวทำให้เทศบาลเมืองต่าง ๆ เผชิญกับสิ่งท้าทายที่เกี่ยวข้องกับความสมานฉันท์ในสังคมการพัฒนาเศรษฐกิจ และความยั่งยืน อย่างไรก็ตามเทศบาลเมืองหลาย ๆ แห่ง เริ่มเห็นว่าการดำเนินการตามกลยุทธ์ด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาเพื่อพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ดังนั้น องค์การยูเนสโก โดยสถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Institute for Lifelong Learning - UIL) จึงได้จัดตั้งเครือข่ายระดับโลกด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก (The UNESCO Global Network of Learning Cities - GNLC) เพื่อช่วยรัฐบาลท้องถิ่นพัฒนากลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรมในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ ซึ่งการศึกษาตลอดชีวิต (Lifelong Education) นั้นมีความเป็นมาที่ยาวนาน โดยเริ่มจากการศึกษาที่ไม่มีรูปแบบจนมาถึงการศึกษาที่มีรูปแบบ และมีระบบมากขึ้นในปัจจุบัน เป็นกระบวนทางการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคคล ทุกรูปแบบ ทุกช่วง ทุกวัย ให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นการเติมเต็มเพิ่มพูนความรู้ประสบการณ์ที่มิได้สิ้นสุด หลังออกจากในระบบโรงเรียนไปแล้ว แต่หมายถึงการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างการศึกษประเภทต่างๆ ในสังคม มุ่งให้บุคคลเกิดแรงจูงใจที่จะเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง พัฒนาตนเอง และปรับตนเองให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกอย่างรอบด้าน เป็นการศึกษาที่มุ่งเน้นความเสมอภาค ความเท่าเทียมกันของบุคคลทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย ที่มีความหลากหลายทั้งรูปแบบและวิธีการเป็นเครื่องมือในการที่จะพัฒนาบุคคลให้รู้เท่าทันข้อมูล เทคโนโลยีสารสนเทศ และสภาพสังคม เศรษฐกิจ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอันจะเป็น การพัฒนาบุคคลให้มีคุณภาพ ส่งผลให้บุคคลสามารถดำเนินชีวิตในสังคมโลกอย่างมีประสิทธิภาพรอบด้านสถานการณ์ที่เป็นอยู่เดิม/ลักษณะทางกายภาพปัจจุบัน : เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม พุทธศักราช 2480 ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ถือเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทเทศบาลเมือง มีพื้นที่มีพื้นที่ 16.96 ตารางกิโลเมตร ดูแลรับผิดชอบทั้ง 38 ชุมชน มีอาณาเขตติดต่อกับโพนทอง ตำบลหลุบ ตำบลเหนือ และตำบลลำพาน (แผนพัฒนาเทศบาล พ.ศ.2561-2565) โดยมีจำนวนหลังคาเรือนในเขตเทศบาล 13,434 หลังคาเรือน จำนวนประชากรทั้งหมดในพื้นที่ตามฐานทะเบียนราษฎร 35,423 คน (งานทะเบียนราษฎร สำนักปลัดเทศบาล พฤศจิกายน 2554) ซึ่งจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 250 กำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่และอำนาจดูแลและจัดทำบริการสาธารณะ และกิจกรรมสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริม และสนับสนุนการจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ได้เรียนรู้ทุกช่วงวัยอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และร่วมมือกับรัฐในการจัดการศึกษาทุกระดับ ดังนั้นเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จึงจำเป็นต้องส่งเสริม สนับสนุน จัดให้มีการศึกษาตั้งแต่ในระดับก่อนประถมศึกษา จนถึงระดับมัธยมศึกษา โดยมีสถานศึกษาในสังกัดเทศบาล ทั้งหมด 9 แห่ง ได้แก่ 1) โรงเรียนเทศบาล 1 กาฬสินธุ์พิทยาสิทธิ์ 2) โรงเรียนเทศบาล 2 วัดสว่างคงคา 3) โรงเรียนเทศบาล 3 วัดเหนือ 4) โรงเรียนเทศบาล 4 วัดใต้โพธิ์ค้ำ 5) โรงเรียนเทศบาล 5 ดงปอ 6) โรงเรียนเทศบาล 6 ทุ่งศรีเมืองประชาวิทย์ 7) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ 8) ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ 2 และ 9) โรงเรียนผู้สูงอายุเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ (ที่มา : สํานักการศึกษา เมษายน 2564) ซึ่งจากแผนการดำเนินงานด้านการศึกษาที่ผ่านมาของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ถือได้ว่าดำเนินการสอดคล้องตามแผนพัฒนาการศึกษาท้องถิ่น (พ.ศ. 2561-2565) อย่างชัดเจนภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาการบริหารจัดการศึกษาโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการพัฒนาท้องถิ่น ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีทักษะชีวิตในศตวรรษที่ 21 (8C) ยุทธศาสตร์ที่ 4 การพัฒนาคุณลักษณะและค่านิยมที่พึงประสงค์ของผู้เรียน และยุทธศาสตร์ที่ 8 การอนุรักษ์ สืบสานศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและภูมิปัญญาท้องถิ่น (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 2561)ณ สถานการณ์ปัจจุบันเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์กำลังพบกับความท้าทายด้วยปัจจัยที่หลากหลายและรูปแบบการเรียนรู้ของประชาชนที่เปลี่ยนไป และพบว่าปัจจุบันสภาพปัญหาของการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น คือปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการพัฒนาหลักสูตรที่เป็นปัญหาอันเกิดจากการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมกันสร้างหลักสูตร และร่วมกันนำหลักสูตรไปใช้ อาทิเช่นในประเด็นการไม่เข้าใจในบทบาทหน้าที่ของตนต่อการพัฒนาหลักสูตร การขาดการประสานงานหน้าที่ที่ดีระหว่างหน่วยงาน การไม่เปลี่ยนแปลงการเรียนการสอนตามแนวทางของหลักสูตร หรือแม้แต่ผู้บริหารระดับต่างๆ เห็นว่าหลักสูตรเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยเฉพาะ สามารถสะท้อนให้เห็นว่าที่ผ่านมาของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ยังไม่สามารถดำเนินการตามแผนพัฒนาการศึกษาท้องถิ่น (พ.ศ. 2561-2565) อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรมภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 5 การพัฒนาเครือข่ายทางการศึกษา
ท้องถิ่น โดยการเสริมสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายการจัดทำแผนพัฒนาการศึกษาท้องถิ่นยุทธศาสตร์ที่ 6 การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา โดยการเสริมสร้างความเข้มแข็งของ
คณะกรรมการสถานศึกษาและการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาครัฐและเอกชนในการจัดการศึกษาท้องถิ่นและยุทธศาสตร์ที่ 7 การพัฒนาศักยภาพผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้เกี่ยวข้องให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาท้องถิ่น (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
2561)กระบวนการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น : ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันที่เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์กำลังประสบ จึงได้เกิดนโยบาย “เมืองน่าศึกษา” ซึ่งเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ได้มองเห็นถึง
ความสำคัญของการศึกษา ที่เป็นอาวุธที่ทรงพลังมาพัฒนาเมืองกาฬสินธุ์ให้เป็น “เมืองน่าศึกษา” ใน 4 ประเด็น คือ ประเด็นแรก เนื่องจากจังหวัดกาฬสินธุ์เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ จึงให้ความสำคัญกับการศึกษาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมชุมชนอันเป็นรากฐาน เพื่อพัฒนาให้เกิดแหล่งเรียนรู้และ Landmark ของเมือง ประเด็นที่สองภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ผลักดันการสืบทอดและพัฒนาภูมิปัญญาให้เกิดเป็นองค์ความรู้ที่ถูกต้อง ประเด็นที่สาม ทุนทางสังคม ใช้ทุนทางสังคมที่ชุมชนมี มาต่อยอดระบบการศึกษา รวมถึงเชื่อมร้อยทุนทางสังคมที่เป็นมนุษย์ เครือข่ายภาคี ให้มีส่วนร่วมในการออกแบบพัฒนาเมืองร่วมกันจนเกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ทุกเพศวัย ประเด็นที่สี่ สังคมผาสุก เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ พัฒนาจัดการศึกษาให้ทั่วถึงและเท่าเทียม โดยสร้างนวัตกรรมการศึกษาและพัฒนาองค์กรให้มีสมถรรถภาพ ผลักดันและพัฒนากิจกรรมสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชนจนถึงระดับผู้สูงอายุเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดและจัดทำเป็นโครงการต่าง ๆ อาทิเช่น ศูนย์การเรียนรู้สำหรับทุกเพศทุกวัย โรงเรียนพัฒนาความเป็นเลิศทางด้านกีฬาวอลเลย์บอล ประเพณีบุญซำฮะ หอศิลป์กาฬสินธุ์ พื้นที่สร้างสรรค์เยาวชน ยกระดับคุณภาพศึกษาโรงเรียนเทศบาล ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา และศูนย์เรียนรู้ออนไลน์ กิจกรรม และสถานที่ต่างๆ ดังกล่าวสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนพัฒนาเมืองกาฬสินธุ์ ให้เป็น “เมืองน่าศึกษา” และมีทิศทางการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นอย่างสากล นั่นก็คือ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)” มีความจำเป็นกับสังคมสมัยใหม่อันเป็นผลสืบเนื่องจากความรู้ที่มีมากมาย การเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจที่มีผลต่อประชาชนในการประกอบอาชีพที่ปรับเปลี่ยนไปสู่การพัฒนาใหม่ที่มีผลต่อเป้าหมายของบุคคลและสังคม การศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิตไม่ใช่เป็นเพียงการศึกษาในโรงเรียนเท่านั้น หากแต่ขยายโอกาสสำหรับสมาชิกของชุมชนในเขตพื้นที่บริการในรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยชุมชน (Use of Community) เพิ่มบทบาทของผู้ปกครองและแหล่งเรียนรู้ในชุมชนในการจัดโปรแกรมการศึกษาเชื่อมโยงการเรียนรู้ในชั้นเรียนกับประสบการณ์ในชุมชน ภูมิศาสตร์ย้อนกลับ อาทิเช่นการเรียนรู้วัฒนธรรม นิเวศวิทยาศึกษา และเรื่องราวต่างๆที่ศึกษาเล่าเรียนจะเป็นพลังขับเคลื่อนให้รู้จักบทบาทของตนเองเพิ่มยิ่งขึ้น (https://sites.google.com/site/viewnaiyana/naew-nomkhxng-kar-phathna-hlaksutr)
ซึ่งในประเทศไทยการจัดทำหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ในมาตรา 27 ที่กำหนดให้การเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้
ผู้เรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นของตน จะทำให้ผู้เรียนไม่เกิดความแปลกแยกกับท้องถิ่น สามารถดำเนินชีวิตและพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างสอดคล้องกับความเป็นจริง การเปิดโอกาสให้บุคลากรในท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอน เป็นการประสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนกับชุมชน เป็นการผนึกกำลังร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์พัฒนาทางการศึกษาและท้องถิ่นให้เจริญก้าวหน้าตามความต้องการและเหมาะสม สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา วัฒนธรรม ฯลฯ ซึ่งจะเป็นการพัฒนาที่มั่นคงและยั่งยืน โดยลักษณะการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นนั้นมี 3 ประเภท คือ 1) หลักสูตรท้องถิ่นที่พัฒนาโดยท้องถิ่นเองทั้งหมด 2) หลักสูตรท้องถิ่นที่พัฒนาขึ้นจากหลักสูตรแม่บทที่ส่วนกลางจัดทำ และ 3) หลักสูตรท้องถิ่นที่พัฒนาสำหรับท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งโดยเฉพาะ ผู้สำหรับผู้มีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร ต้องมีการร่วมมือกันหลายฝ่ายเพื่อให้เกิดภาคีเครือข่าย ดังนี้ 1) เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ : ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด ครูสถานศึกษาในสังกัด ศึกษานิเทศก์ นักวิชาการศึกษา 2) ภาคเอกชน : บุคคลอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้หลักสูตร 3) ภาคประชาชน : ปราชญ์ท้องถิ่น ตัวแทนจากชุมชน 4) ผู้เรียน : ตัวแทนจากผู้เรียนทุกช่วงวัย 5) นักวิชาการ: อาจารย์มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์การเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น : ถึงแม้ว่าจะมีหน่วยงานองค์กรภาครัฐ องค์กรทางการศึกษาและภาคประชาสังคมเป็นภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อน “เมืองกาฬสินธุ์แห่งการเรียนรู้” ( Learning Kalasin Municipality) มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้อย่างหลากหลาย แต่ยังขาดมิติของการเชื่อมโยง
ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เหล่านั้นอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง การเรียนรู้ไม่ครอบคลุมทุกช่วงวัย ขาดการบูรณาการทุกภาคส่วนรวมพลังคนในพื้นที่ในประเด็นเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับช่วงวัยอย่างจริงจัง การสร้างจิตสำนึก รวมถึงการสร้างความผูกพันในการรับรู้คุณค่ามรดกทางปัญญาและมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่นให้แก่คนในพื้นที่ในการสร้างการเรียนรู้ ทั้งในรูปแบบหลักสูตรท้องถิ่นและชุดการเรียนรู้ตามอัธยาศัย และสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านพื้นที่การเรียนรู้ด้วยกลไกความร่วมมือระดับเมือง การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นที่เน้นการมีส่วนร่วมในการศึกษาผู้ใหญ่และการศึกษาตลอดชีวิต ทั้งนี้ทั้งนั้นเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ควรมุ่งเน้นการวิเคราะห์เชื่อโยงข้อมูลท้องถิ่นแหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น และทรัพยากรบุคคลในท้องถิ่น มาบูรณาการการจัดกระบวนการทางการศึกษาการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับผู้เรียน โดยสร้างให้เกิดภาคีเครือข่ายทั้ง 1) เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ : ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัด ครูสถานศึกษาในสังกัดศึกษานิเทศก์ นักวิชาการศึกษา 2) ภาคเอกชน : บุคคลอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้หลักสูตร
3) ภาคประชาชน : ปราชญ์ท้องถิ่น ตัวแทนจากชุมชน 4) ผู้เรียน : ตัวแทนจากผู้เรียนทุกช่วงวัย 5) นักวิชาการ: อาจารย์มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มาร่วมสร้างกรอบหลักสูตรท้องถิ่นของทุกช่วงวัยที่มีการ
ผสานและเชื่อมโยงพื้นที่แห่งการเรียนรู้ กิจกรรมและแหล่งสร้างรายได้บนฐานวัฒนธรรมชุมชน และสร้างต้นแบบชุดการเรียนรู้การศึกษาตลอดชีวิตที่สอดคล้องกับเมืองกาฬสินธุ์ จะสามารถยกระดับ
การศึกษาของท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน เพื่อเห็นภาพสุดท้ายคือ สร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ ที่เป็นภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนและจัดทำกรอบหลักสูตรท้องถิ่นให้เกิดความเข้มแข็ง พร้อมผลักดันและส่งเสริมให้โรงเรียนภาคีเครือข่ายเป็นเจ้าภาพหลัก และต้นแบบในการขับเคลื่อนความเข้มแข็งการจัดการเรียนรู้ โดยให้โรงเรียนเป็นส่วนหนึ่งในกลไกการบริหารจัดการเมืองร่วมกับชุมชน ภาคประชาสังคมและภาครัฐ
ข้อมูลโครงการ
หัวหน้าโครงการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จริยา อินทนิล
หน่วยงาน / สถาบัน
มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
แหล่งทุน
กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564
พื้นที่ศึกษา (Area)
เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
กลุ่มเป้าหมาย (Target)
ประชาชนในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองกาฬสินธุ
ระเบียบวิธีวิจัย
1. การขับเคลื่อนหลักสูตรท้องถิ่นผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ทุกช่วงวัยที่มีการผสานและเชื่อมโยงพื้นที่แห่งการ เรียนรู้เมืองกาฬสินธุ์ ใน การวิจัยครั้งนี้ เป็นไปตามแนวคิดของการพัฒนารูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้แบบพหุวัยของ International Conference on Intergenerational Programmes (1999) ที่มีจุดเน้นในการเรียนรู้ร่วมกันอย่าง น้อยสองวัย ได้แก่ ผู้สูงอายุและเยาวชน ซึ่งจะเรียนรู้ร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับชุมชนหรือสังคม และยัง สอดคล้องกับ Kaplan et al. (1998) ที่มุ่งใช้แนวคิดนี้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาทุนทางสังคมให้มีความเข้มแข็ง โดยผลจาก การวิจัย พบว่าหลักการสำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ร่วมกันแบบหลากหลายช่วงวัยนั้น พึงประกอบ ไปด้วย (1) การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ (Participation) จัดได้ว่าเป็นกลไกสำคัญของการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างเด็ก เยาวชน และภาคีเครือข่างทั้ง 5 ทั้งนี้การมีส่วนร่วมทำให้การเรียนรู้ร่วมกันมีความหมาย กล่าวคือภาคีเครือข่างทั้ง 5 จะสามารถร่วมกันวางเป้าหมาย สร้างแนวทางการเรียนรู้และรับประโยชน์ที่ได้ร่วมกันจากการเรียนรู้หลักสูตร ท้องถิ่น ซึ่งการมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นจะเป็นพลังสำคัญของ การขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ให้เกิดความร่วมมือและมี โอกาสบรรลุผลสำเร็จ (2) ปฏิสัมพันธ์ในการเรียนรู้ (Interaction) ได้แก่ การสร้างโอกาสให้ภาคีเครือข่างทั้ง 5 แบ่งปัน ประสบการณ์ผ่านวงสนทนาที่ไม่เป็นทางการ รวมถึงเกิดการแบ่งปันประสบการณ์ในมุมมองที่แตกต่างหลากหลาย โดยการสร้างการมีปฏิสัมพันธ์ช่วยเสริมสร้างกระบวนการรับฟังระหว่างกันให้เพิ่มมากขึ้น และนำไปสู่การปรับ เปลี่ยนสัมพันธภาพในทางที่ดีขึ้น สอดคล้องกับ Charles (1971) ที่กล่าวว่า การสร้างปฏิสัมพันธ์ผ่านการสื่อสารใน หลากหลายรูปแบบจะนำไปสู่การสร้างสัมพันธภาพในการเรียนรู้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการ เรียนรู้ที่จะต้องเริ่มต้นที่สัมพันธภาพที่ดีเช่นกัน นอกจากนั้นการมีพื้นที่การเรียนรู้สำหรับการพบปะสังสรรค์จัดเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่ง Kotchasee & Anukulyudhathon (2019) กล่าวว่า พื้นที่การเรียนรู้จะช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่แนบ แน่นระหว่างการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันด้วย 2. จากการนำสูตรท้องถิ่นไปศึกษาจริงผ่านการปฏิบัติในเชิงพื้นที่นั้นพบว่า ผู้จัดการเรียนรู้ โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง “ผู้นำ” เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานการเรียนรู้ให้ประสบความสำเร็จ ตั้งแต่การ ประชาสัมพันธ์ข่าวสารไปยังกลุ่มเยาวชน และภาคีเครือข่าย การขอความร่วมมือจากกลุ่มเครือข่าย การอนุเคราะห์ สถานที่ในการจัดการเรียนรู้ สอดคล้องกับงานวิจัยของ Sajjasopon (2016) ที่กล่าวว่า ผู้นำชุมชนเป็นปัจจัย ความสำเร็จในการขับเคลื่อนกิจกรรมการเรียนรู้ในระดับชุมชน ซึ่งชุมชนใดที่มีผู้นำที่มีความเข้มแข็งและมีศักยภาพ โอกาสของการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ในชุมชนนั้น ๆ มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จสูงตามไปด้วย ดังนั้น การสร้างบุคคลให้มีความเป็นผู้นำที่สามารถประสานสัมพันธ์กับคนทุกช่วงวัยในชุมชนจะเป็นกลไกที่ทำให้การ ดำเนินงานด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ภูมิปัญญาประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น . 3. การให้ความสำคัญกับ “หลักสูตรท้องถิ่น” ในระบบการศึกษาของโรงเรียนในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ที่ท้องถิ่นจัดทำขึ้น ไม่สามารถนำไปใช้ได้เป็นอย่างครบถ้วนทุกประเด็น จึงออกแบบได้เพียงเป็นส่วนหนึ่งในวิชาเสรี หรือเพิ่มเติม ส่งผลถึงบทบาทและความสำคัญ“หลักสูตรท้องถิ่น” ไม่มากเท่าที่ควร เรื่องจากโรงเรียนในเขตเทศบาล เมืองกาฬสินธุ์ ยังมีอีกหลายหลักสูตรที่ต้องบรรจุในแผนการเรียนการสอนที่สนองต่อนโยบายประเทศ นอกจากนี้ โรงเรียนในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ต้องมีภารกิจในการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนในโรงเรียน ด้านการแข่งขัน ทักษะต่างๆ มากมาย อาทิเช่น ทักษะทางวิชาการ หรือแม้แต่เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพนักเรียน ให้สามารถแข่งขันกับ โรงเรียนอื่นๆ ได้ 4. การขับเคลื่อนหลักสูตรท้องถิ่นผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ทุกช่วงวัยที่มีการผสานและเชื่อมโยงพื้นที่แห่งการ เรียนรู้เมืองกาฬสินธุ์ ในการวิจัยครั้งนี้ พบว่า ภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ไม่มีบทบาทในการขับเคลื่อน เนื่องจาก นโยบายต่างๆ “หลักสูตรท้องถิ่น” ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว ฉะนั้นบทบาทของภาคีเครือข่ายภาคเอกชนจะอยู่ใน ระดับที่น้อยกว่าภาคีเครือข่ายอื่นๆ ในเรื่องของการจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น
งานวิจัยที่น่าสนใจ