Under research and development
เชิงคุณภาพ และ PAR เข้าชม 5 ครั้ง

กลไกความร่วมมือเชิงพื้นที่เพื่อการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City)

ปีที่เผยแพร่: 2565

บทคัดย่อ (Abstract)

กลไกความร่วมมือเชิงพื้นที่เพื่อการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) เป็นการศึกษากระบวนการการบริหารความร่วมมือ พัฒนาศักยภาพนักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning
Administrator) แบบเสริมพลัง (Empowerment) สร้างและส่งเสริมกลไกการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ระหว่างรัฐ เอกชน ประชาชน และนักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning Administrator) ใช้
การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้การวิจัยระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ (Qualitative methods) ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research-PAR) ผลการศึกษาพบว่า 1) การสร้างการรับรู้เรื่องการพัฒนา
เมืองแห่งการเรียนรู้ร่วมกับภาคีความร่วมมือในจังหวัดกาฬสินธุ์และสามารถสร้างประเด็นสาธารณะร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน 2) เกิดตลาดวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อเป็นกลไกในการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น คือ ตลาดวัฒนธรรมชุมชนเมืองเก่า และต่อยอดเพิ่มเติมจากกลไกที่เกิดขึ้นคือ ตลาดชุมชนริมน้ำปาว ที่สามารถเป็นพื้นที่การถ่ายทอดความรู้ระหว่างช่วงวัย (Knowledge Transfer) เชื่อมโยงกับเส้นทางการเรียนรู้ที่ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นตามเส้นทางที่กำหนดตามเส้นทางการเรียนรู้ของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ 3)นักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning Administrator) สามารถรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในชุมชน และ
เป็นผู้ประสานระหว่างกิจกรรมเรียนรู้ของเทศบาลตามโครงการพัฒนาต่างๆให้สามารถเข้าถึงการดำเนินกิจกรรมของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ที่เหมาะสมและตอบโจทย์ที่เหมาะสมกับความสนใจและการเรียนรู้ของ
ตนเองได้รูปแบบเครือข่ายความร่วมมือมีความชัดเจน แต่ยังขาดการให้ความสำคัญมิติเรื่องคุณภาพความร่วมมือในกระบวนการทางนโยบาย มีรูปแบบความร่วมมือ 4 แบบ ได้แก่ 1.ความร่วมมือภายใต้แผนองค์กร (Division Autocorrelation) 2.ความร่วมมือแบบบูรณาการแผนงานและโครงการร่วมกันภายในองค์กรร่วมด้วย (Organization Autocorrelation) 3.รูปแบบความร่วมมือดำเนินภารกิจร่วมกันเสนอ
โครงการตามนโยบายบูรณาการร่วมระหว่างหน่วยงาน โดยมีหน่วยงาน 2 หน่วยงานขึ้นไปในการเสนอขอรับงบประมาณร่วมกัน เป็นเจ้าของงบประมาณร่วมกัน พัฒนามาสู่การดำเนินงานร่วมกัน (Co-Autocorrelation) และ 4.เครือข่ายแบบร่วมสนับสนุน (Cosponsorship) รูปแบบความร่วมมือการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ ในลักษณะเครือข่ายร่วมสนับสนุน เป็นรูปแบบที่พบได้มากที่สุดในการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ เป็นความร่วมมือในรูปแบบ สมาชิกเครือข่าย ข้อเสนอแนะที่ได้จากการศึกษา คือควรมีการพัฒนาและปรับปรุงให้มีความต่อเนื่องและเกิดความร่วมมืออย่างแท้จริง จะส่งผลให้กลไกพื้นที่ที่เรียกว่านักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning Administrator) สามารถเป็นกลไปที่เข้มแข็งปราศจากการแทรกแทรงของกลุ่มทางการเมือง และมีความเข้มแข็งอย่างแท้จริง

วัตถุประสงค์ (Objective)

1.เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในฐานะพลเมือง (Citizen engagement) ผ่านกิจกรรมเรียนรู้สาธารณะของ
ประชาชนที่เหมาะสมกับช่วงวัย
2.เพื่อเชื่อมโยงกลไกและกลยุทธ์ความร่วมมือ (Collaborative Governance) ท้องถิ่นของภาคส่วน
ต่างๆ ในการขับเคลื่อนกิจกรรมเรียนรู้สาธารณะของท้องถิ่น
3.เพื่อบริหารจัดการเครือข่ายความร่วมมือสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ให้เกิดความความต่อเนื่อง
และยั่งยืน

รายละเอียด (Details)

กลไกความร่วมมือเชิงพื้นที่เพื่อการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) เป็นการศึกษา
กระบวนการการบริหารความร่วมมือ พัฒนาศักยภาพนักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning Administrator)
แบบเสริมพลัง (Empowerment) สร้างและส่งเสริมกลไกการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้
ระหว่างรัฐ เอกชน ประชาชน และนักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning Administrator) ใช้การวิจัยครั้งนี้
ผู้วิจัยใช้การวิจัยระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ (Qualitative methods) ใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
(Participatory Action Research-PAR) มีที่มาความสำคัญคือการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ได้เข้ามามี
บทบาทสำคัญในยุทธศาสตร์สำคัญของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ภายหลังจากการประกาศเจตนารมย์ในการเข้า
ร่วมและมุ่งมั่นในการพัฒนาเมืองกาฬสินธุ์เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ ในปี 2564 เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ได้เข้ารับ
การประเมินเพื่อเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้จากยูเนสโก ในกิจกรรมการเปิดรับสมัครเมืองต่างๆ
ทั่วโลก การขับเคลื่อนโครงการที่เกี่ยวข้องกับศูนย์การเรียนรู้สำหรับทุกเพศทุกวัย โรงเรียนพัฒนาความเป็นเลิศ
ทางด้านกีฬาวอลเลย์บอล การสืบสานประเพณีบุญซำฮะ หอศิลป์กาฬสินธุ์ พื้นที่สร้างสรรค์เยาวชน การ
ยกระดับคุณภาพศึกษาโรงเรียนเทศบาล ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬา พิพิธภัณฑ์กาฬสินธุ์ศึกษา และศูนย์เรียนรู้
ออนไลน์ ในปี 2564 ภายใต้การนับสนุนของหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) มี
การดำเนินงานที่เป็นทุนพื้นที่ที่นำมาสู่การพัฒนาตามหัวข้อโครงการวิจัยดังนี้
1) การสร้างการรับรู้เรื่องการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ร่วมกับภาคีความร่วมมือในจังหวัดกาฬสินธุ์
และสามารถสร้างประเด็นสาธารณะร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน มีเวทีสาธารณะเพื่อสร้างประเด็น
ร่วมในการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกัน ได้แก่ เวทีการหารือเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม
ในฐานะพลเมือง เพื่อค้นหาความต้องการและการพัฒนาพื้นที่ความต้องการให้สอดคล้องกับช่วงวัย การเสวนา
ความสุข 5 มิติของแต่ละช่วงวัยเพื่อค้นหารูปแบบการเรียนรู้และความต้องการของทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่ม
ผู้สูงอายุ และเยาวชน เพื่อสร้างให้เกิดพื้นที่ในการแลกปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างช่วงวัย การเชื่อมโยงกลไกโดยการ
ออกแบบเวมีร่วมกับภาคีเครือข่ายในการสร้างหน้าที่ร่วมเพื่อพัฒนาเมือง ตลอดจนการดำเนินกิจกรมในพื้นที่
การเรียนรู้ตลาดนัดวัฒนธรรม ตลาดนัดเด็กดี ในพื้นที่ตลาดวัฒนธรรมเมืองเก่าด้วย
2) เกิดตลาดวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อเป็นกลไกในการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น คือ ตลาดวัฒนธรรม
ชุมชนเมืองเก่า และต่อยอดเพิ่มเติมจากกลไกที่เกิดขึ้นคือ ตลาดชุมชนริมน้ำปาว ที่สามารถเป็นพื้นที่ การ
ถ่ายทอดความรู้ระหว่างช่วงวัย (Knowledge Transfer) เชื่อมโยงกับเส้นทางการเรียนรู้ที่ส่งเสริมเศรษฐกิจ
ท้องถิ่นตามเส้นทางที่กำหนดตามเส้นทางการเรียนรู้ของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ทั้งนี้จากการดำเนินการและ
ขับคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ในระยะแรก ส่งผลให้ประชาชนในเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์เข้าร่วมกิจกรรมชิม ช้
อป เที่ยวจำนวน 1,530 คนต่อสัปดาห์ มีรายได้เกิดขึ้นจำนวน 177,160 บาทต่อสัปดาห์ และมีร้านค้าเข้าร่วม
82 ร้านในการเข้าร่วมกิจกรรม (รายงานการบริหารจัดการตลาดชุมชนเมืองเก่าเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ,
ธันวาคม 2564) โดยในตลาดมีเวทีสำหรับกิจกรรมส่งเสริมศิลปะวัฒนธรรมกาฬสินธุ์ และเป็นพื้นที่
(Knowledge Transfer) ของทุกช่วงวัยผ่านกิจกรรมตลาดนัดเด็กดี (Kids Market) ที่ส่งเสริมให้เด็กๆได้
แสดงออกและฝึกการเป็นผู้ประกอบการ และในขณะเดียวกันนักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning6
Administrator) ได้ส่งเสริมสนับสนุนให้ปราชญ์ชุมชนได้มาแสดงออกถึงองค์ความรู้ที่ควรอนุรักษ์ไว้ในพื้นที่
ตลาดและผู้คนที่เดินตลาดได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ตนเองสนใจในพื้นที่ตลาดวัฒนธรรมเมืองเก่าด้วย
3.นักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning Administrator) จำนวน 20 รายที่เชื่อมโยงกับพื้นที่เส้นทาง
การเรียนรู้ 9 ชุมชน ภายใต้แนวคิด 1 ชุมชน 1 นักจัดการเรียนรู้เมือง โครงการวิจัยได้พัฒนาหลักสูตรในการ
สร้างคนในชุมชนให้เป็นนักจัดการเรียนรู้ ในแต่ละชุมชนการรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ในชุมชน ซึ่งกระจัด
กระจายอยู่ในตัวบุคคล (Tacit Knowledge) หรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบฐานข้อมูลของโครงการ
กาฬสินธุ์เมืองแห่งการเรียนรู้ เพื่อให้ทุกคนในท้องถิ่น สามารถเข้าถึงได้ (Explicit Knowledge) และเป็นผู้
ประสานระหว่างกิจกรรมเรียนรู้ของเทศบาลตามโครงการพัฒนาต่างๆให้สามารถเข้าถึงการดำเนินกิจกรรมของ
เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ที่เหมาะสมและตอบโจทย์ที่เหมาะสมกับความสนใจและการเรียนรู้ของตนเองได้
รูปแบบเครือข่ายมีความชัดเจน แต่ยังขาดการให้ความสำคัญมิติเรื่องคุณภาพความร่วมมือในกระบวนการ
ทางนโยบาย รูปแบบเครือข่ายของการขับเคลื่อนมีความชัดเจน ครอบคลุมความร่วมมือที่เกิดขึ้นภายใต้ส่วน
ราชการสังกัดองค์กรนั้น ซึ่งพบว่ามีรูปแบบความร่วมมือ 4 แบบ ได้แก่ 1.ความร่วมมือภายใต้แผนงานใน
องค์กร (Division Autocorrelation) 2.ความร่วมมือแบบบูรณาการแผนงานและโครงการร่วมกันภายใน
องค์กรร่วมด้วย (Organization Autocorrelation) 3.รูปแบบความร่วมมือดำเนินภารกิจร่วมกันเสนอ
โครงการตามนโยบายบูรณาการร่วมระหว่างหน่วยงาน โดยมีหน่วยงาน 2 หน่วยงานขึ้นไปในการเสนอขอรับ
งบประมาณร่วมกัน เป็นเจ้าของงบประมาณร่วมกัน พัฒนามาสู่การดำเนินงานร่วมกัน (Co-Autocorrelation)
และ 4.เครือข่ายแบบร่วมสนับสนุน (Cosponsorship) รูปแบบความร่วมมือการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้
ในลักษณะเครือข่ายร่วมสนับสนุน เป็นรูปแบบที่พบได้มากที่สุดในการจัดบริการสาธารณะของเทศบาลเมือง
กาฬสินธุ์ เป็นความร่วมมือในรูปแบบ สมาชิกเครือข่าย
ข้อเสนอแนะที่ได้จากการศึกษา คือควรมีการพัฒนาและปรับปรุงให้มีความต่อเนื่องและเกิดความ
ร่วมมืออย่างแท้จริง จะส่งผลให้กลไกพื้นที่ที่เรียกว่านักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning Administrator)
สามารถเป็นกลไปที่เข้มแข็งปราศจากการแทรกแทรงของกลุ่มทางการเมือง และมีความเข้มแข็งอย่างแท้จริง
การพัฒนากลไกเชื่อมระหว่างตัวบุคคล แหล่งความรู้ชุมชน และพื้นที่การเรียนรู้นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมี
การศึกษาและพัฒนากระบวนการบริหารความร่วมมือท้องถิ่น ระบุช่องว่าง และ/หรือความซ้ำซ้อนของ
กระบวนการการบริหารความร่วมมือ จากการวิเคราะห์กลไกเดิมที่เกิดขึ้น แม้ว่าเราจะสามารถพัฒนานัก
จัดการเรียนรู้เมือง (City Learning Administrator) ได้ นักจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นในปี 2564 มีข้อจำกัดที่
ยังเป็นกลไกกลางที่เชื่อมระหว่างปราชญ์ชุมชนและพื้นที่การเรียนรู้เท่านั้น ซึ่งเป็นรูปแบบความร่วมมือแนวดิ่ง
(Vertical Collaboration) แบบชั้นเดียว หากมีการเสริมพลังเชิงพื้นที่ในมิติของศักยภาพเพิ่มเติม??นเครือข่าย
นโยบาย (Policy Netwok) ที่มีคำสั่งแต่งตั้งที่เป็นทางการและภาคีสมัครใจเพิ่มเติมในรูปแบบความร่วมมือ
แนวนอน (Horizontal Collaboration) รูปแบบความสัมพันธ์บูรณาการงานขับเคลื่อนเชิงชุมชนพื้นที่แบบ
ร่วมมือ (Vertical and Horizontal Collaboration) จะเป็นการพัฒนาศักยภาพนักจัดการเรียนรู้เมือง (City
Learning Administrator) แบบเสริมพลัง (Empowerment) ซึ่งจะนำมาสู่กลไกที่เข้มแข็งในที่สุด สิ่งสำคัญ
ลำดับมาคือ ความชัดเจนของบทบาทหน้าที่ของเครือข่ายนโยบาย (Policy Netweok) หากเทศบาลเมือง7
กาฬสินธุ์ได้มีกระบวนการบริหารความร่วมมือท้องถิ่นที่ชัดเจน ระบุช่องว่าง และ/หรือความซ้ำซ้อนของ
กระบวนการการบริหารความร่วมมือ รวมถึงการพัฒนารูปแบบความสัมพันธ์บูรณาการงานขับเคลื่อนเชิงชุมชน
พื้นที่แบบร่วมมือ(Vertical and Horizontal Collaboration) ให้กับนักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning
Administrator)
ข้อมูลโครงการ
หัวหน้าโครงการ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพ์ลิขิต แก้วหานาม
หน่วยงาน / สถาบัน
มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
แหล่งทุน
กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564
พื้นที่ศึกษา (Area)
เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
กลุ่มเป้าหมาย (Target)
ประชาชนในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองกาฬสินธุ
ระเบียบวิธีวิจัย
การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ (Qualitative methods) บนพื้นฐานคติแบบ ปรากฏการณ์นิยม (Phenomenology) ซึ่งเชื่อว่าความจริงมีหลากหลายและมีลักษณะจำเพาะ (ชาย โพธิสิตา, 2547) นักวิจัยจึงจำแนกต้องเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในปรากฏการณ์ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วน ร่วม (PAR) ซึ่งเป็นวิธีการที่ให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมวิจัย เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ โดยอาศัย การมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการวิจัย นับตั้งแต่การกำหนดปัญหา การดำเนินการ การวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจนหาแนวทางในการแก้ปัญหาหรือส่งเสริมกิจกรรม (สุภางค์ จันทวา นิช, 2540) ทั้งนี้ผู้วิจัยได้การศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาร่วมกับท้องถิ่นคือเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ วิเคราะห์ ข้อมูลโดยการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย (Induction) โดยการสร้างข้อสรุปทั่วไปที่มีความเชื่อมโยง จากการ สังเกตเชิงประจักษ์ (Empirical Observation) (สุภางค์ จันทวานิช, 2540) และใช้การตีความ (Interpretative) เข้ามาวิเคราะห์ผลการศึกษาด้วย นอกจากนี้ผู้วิจัยได้ใช้ การวิจัยและพัฒนา (R&D research) ที่มีเป้าหมายเพื่อการสร้างหรือปรับปรุงผลิตภัณฑ์ รูปแบบ วิธีการ กระบวนการ กิจกรรม คู่มือ หลักสูตร โดยใช้วิธีการสํารวจร่วมกับการทดลอง และการประเมิน โดยดําเนินการตามขั้นตอนที่เป็นระบบ คือ มีการสํารวจ พัฒนา ทดลอง ประเมิน และปรับปรุงนวัตกรรม โดยผลการศึกษาถูกสังเคราะห์เป็นแนวทางใน การปรับปรุงกิจกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ต่อไป 3.1 หน่วยในการศึกษา ประกอบด้วย ระดับองค์กร ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์การ พัฒนาระดับต่าง ๆ และระดับปัจเจกบุคคล ซึ่งเป็นบุคคลที่มีส่วนในการดำเนินงานของกลุ่มจังหวัดกาฬสินธุ์ใน การขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ ได้แก่ เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด กาฬสินธุ์ อาสาสมัครร่วมติดตามการทำงานของเทศบาล มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ โรงเรียนเทศบาล 1,2,3,4 หอศิลปวัฒนธรรมเมืองกาฬสินธุ์ หอการค้าจังหวัดกาฬสินธุ์ และประชาชนในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ 3.2 ผู้ที่ให้ข้อมูลสำคัญ (กลุ่มตัวอย่าง) การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้เลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informant) ดังนี้ ในระยะที่ 1 สร้างการมีส่วนร่วมในฐานะพลเมือง (Citizen engagement) ผ่านกิจกรรมเรียนรู้ สาธารณะของประชาชนที่เหมาะสมกับช่วงวัย โดยการจัดเสวนาที่เหมาะสมกับช่วงวัยแต่ละช่วงวัย เพื่อค้นหา ความต้องการร่วมในการพัฒนาพื้นที่และความต้องการจากทุกช่วงอายุ โดยใช้ Snowball Sampling เพื่อจัด เวทีร่วมใน 38 ชุมชน หรือกลุ่มที่เป็นศักยภาพเดิม กลุ่มเยาวชน กลุ่มเด็ก กลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อสร้างการรับรู้และ จนได้ข้อมูลที่อิ่มตัว กล่าวคือเป็นข้อมูลที่มีความซ้ำซ้อนกัน โดยพัฒนาเวทีร่วมในการมองภาพกาฬสินธุ์ที่แต่ละ กลุ่มอยากเห็นร่วมกัน ในระยะที่ 2 จะดำเนินการถอดบทเรียนจากกลุ่มช่วงอายุต่างๆ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ประชาชน ถึง สิ่งที่จะเป็นความภาคภูมิใจร่วมของคนกาฬสินธุ์ ในทุกช่วงอายุ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์การพัฒนา ระดับ ต่างๆ โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยใช้แบบสัมภาษณ์เพื่อถอดบทเรียน ในระยะที่ 3 การจัดทำ KM ของกลุ่มเยาวชน กลุ่มผู้ปกครองและเด็กเล็ก และกลุ่มผู้สูงอายุ เพื่อ แลกเปลี่ยน นอกจากนี้ยังหาข้อสรุปและยืนยันข้อมูลโดยใช้เทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) เป็น ขบวนการที่จะเสาะแสวงหาความคิดเห็นที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้มีประสบการณ์ในเรื่อง นั้นๆ มาช่วยพิจารณาให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพของเครื่องมือ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สอดคล้องเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกันและมีความถูกต้องน่าเชื่อถือ ซึ่งนำมาเป็นหลักฐานในการค้นหาและเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป จากนั้น ในระยะที่ 4 จะมีวางแผนกิจกรรมเพื่อสร้างความภูมิใจ อิ่มใจร่วมของแต่ละกลุ่มในการขับเคลื่อนถนน คนเดินเยาวราชเมืองกาฬสินธุ์ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองกาฬสินธุ์ พิพิธภัณฑ์จังหวัดกาฬสินธุ์ หอสมุดกาฬสินธุ์ และหลักสูตรภายใต้การขับเคลื่อนความร่วมมือ เพื่อสร้างความเป็นรูปธรรมในการพัฒนาพื้นที่ต่อไป ในระยะที่ 5 ประชุมเพื่อจัดทำข้อตกลงร่วมในการบริหารจัดการเครือข่ายความร่วมมือสู่การเป็นเมือง แห่งการเรียนรู้ให้เกิดความความต่อเนื่องและยั่งยืน และระยะที่ 6 พัฒนาศักยภาพท้องถิ่นในด้านการบริหารจัดการเครือข่ายความร่วมมือสู่การเป็นเมือง แห่งการเรียนรู้ให้เกิดความความต่อเนื่องและยั่งยืน 3.3 วิธีการเก็บข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล การแสวงหาข้อมูลเพื่อให้ได้ซึ่งคำตอบและอธิบายตามวัตถุประสงค์ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ให้ ความสำคัญกับบริบทของพื้นที่ บริบทขององค์กร เพื่อให้เข้าใจถึงบริบทพื้นที่ ผู้วิจัยจะใช้ภาษาไทยในการเก็บ รวบรวมข้อมูล การวิจัยภาคสนามจะมีการลงพื้นที่วิจัยหลายครั้งในช่วง 5 เดือนของการทำวิจัยภาคสนาม ขั้น แรกผู้วิจัยได้ติดต่อกับหน่วยงานที่เป็นกรณีศึกษาและได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการเพื่อดำเนินการงาน จากนั้นจะมีการติดตาม 1) รวบรวมข้อมูลทุติย 2) สัมภาษณ์เจาะลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก (ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่) จากกลุ่มที่กำหนดไว้ล่วงหน้า) 3) สัมภาษณ์เจาะลึก (ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย) ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วง 2 เดือน ก่อนที่จะ ทำงานภาคสนามที่เกิดขึ้นจริง ผู้วิจัยได้ติดต่อผู้ประสานงานระดับพื้นที่ในหน่วยงานต่างๆ เพื่อขออนุญาต ทำงาน โดยความตั้งใจในสัปดาห์แรก คือ ความช่วยเหลือจากผู้ประสานงานระดับพื้นที่ที่จะสร้างความรู้จักกับ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่มีเกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นแบบด้านต่างๆ และสร้าง ความคุ้นเคยและความไว้วางใจให้กับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญนี้ ในช่วงที่ทำการสำรวจภาคสนาม การสัมภาษณ์ จากผู้เข้าร่วมจะถูกรวมไว้ตั้งแต่ต้นเพื่อให้เข้าใจบริบทในปัจจุบันมากที่สุด อีกทั้งยังได้ไปพุดคุย และ ปรึกษาหารือเบื้องต้น โดยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการต่อต้านการทุจริตแบบไม่มี โครงสร้างชัดเจนเพื่อทดสอบหาข้อมูลในการตัดสินใจเบื้องต้น เมื่อภายหลังได้ทำการประมวลข้อมูลต่างๆ ที่ น่าสนใจสำหรับที่ใช้เป็นประเด็นสำหรับศึกษา 3.4 การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ในขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลนี้ ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) วิธีนี้เป็นวิธีการที่เหมาะสมสำหรับการศึกษาเชิงคุณภาพอย่างละเอียดเพื่ออธิบายถึงกระบวนการและความ ร่วมมือ เครือข่ายเพื่อค้นหาต้นแบบ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้วิจัยสามารถสังเกตคำพูด อากัปกริยา และสีหน้า ของผู้ให้ข้อมูลหลัก โดยที่ผู้วิจัยยังสามารถควบคุมบทสนทนาให้อยู่ในบริบทที่ต้องการได้ 3.5 การลงพื้นที่ภาคสนาม ผู้วิจัยได้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเปิดเผยในองค์กรที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายเพื่อพัฒนา นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาพื้นที่ภายใต้การขับเคลื่อนตามเมืองแห่งการเรียนรู้ ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเพื่อ สังเกตการณ์ดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ การขับเคลื่อนงานของเครือข่ายดำเนินการวิจัยในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ โดยได้เฝ้ามองสิ่งที่เกิดขึ้น รับฟังสิ่งที่พูดคุย หรือตั้งคำถามอีกนัยหนึ่ง คือการเก็บข้อมูลที่มีอยู่เกี่ยวกับประเด็น ที่ทำการศึกษาวิจัย และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-Participant observation) คือ ผู้วิจัยเฝ้าสังเกตอยู่ ภายนอก โดยไม่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานของเครือข่าย โดยผู้วิจัยจะเริ่มการเก็บรวบรวมข้อมูลใน พื้นที่ที่ศึกษา สร้างความสัมพันธ์กับคนในพื้นที่ ดำเนินการและกำหนดกรอบการสังเกตการณ์และการ สัมภาษณ์ บันทึกข้อความใช้เครื่องบันทึกเสียง อ่านเอกสาร บันทึกและถอดความ และเขียนบันทึกภาคสนาม ในการเก็บข้อมูลในพื้นที่ที่ศึกษา ผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์ด้วยการถามคำถามในลักษณะตะล่อม (Probe) เพื่อให้ได้ซึ่งข้อมูลอย่างละเอียดในทุกมิติของการวิจัย ข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นข้อมูลสะท้อน ความคิด ความรู้สึก ทัศนคติ ประสบการณ์ มุมมองที่ผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้สร้างขึ้น นำไปสู่ความเข้าใจในโลกทัศน์ของผู้ให้ ข้อมูลสำคัญ คำพูดหรือคำบอกเล่าที่เกิดขึ้นจากการให้สัมภาษณ์เหล่านี้บางส่วนได้ผ่านการตีความโดยผู้วิจัย บางส่วนเป็นคำพูดของผู้ให้ข้อมูลสำคัญโดยตรง ทำให้ผู้วิจัยได้ทราบแง่มุมต่างๆ ของผู้ให้ข้อมูลสำคัญด้วย ขั้นตอนหลักในการเก็บข้อมูล คือผู้วิจัยจะทำการสัมภาษณ์ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ผู้ที่ให้ข้อมูลสำคัญ (Key informants) ที่เกี่ยวข้องซึ่งผู้วิจัยจะลงพื้นที่ก่อน นอกจากนี้ในการลงพื้นที่ภาคสนาม ผู้วิจัยจะใช้หลักใน การยุติการรวบรวมข้อมูลและการสัมภาษณ์อย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ผู้วิจัยจะใช้เกณฑ์คำตอบเป็นตัวกำหนด ถ้าคำตอบที่ได้มีความแตกต่างกันผู้วิจัยก็จะทำการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลรายต่อไปอีก ผู้วิจัยจะทำการสัมภาษณ์ จนได้คำตอบซ้ำๆ กัน เมื่อคำตอบที่ได้จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญเหมือนกัน ก็จะหยุดสัมภาษณ์ทันที ในกรณีนี้ หมายความว่าไม่ว่าผู้วิจัยจะสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญไปอีกกี่ราย ก็ไม่สามารถได้คำตอบที่ต่างจากมิติหรือได้ คำตอบที่มีสาระใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งจะนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนข้อมูลที่มีอยู่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การเก็บ รวบรวมข้อมูลจะดำเนินต่อไปจนผู้วิจัยมั่นใจว่า แม้จะมีการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมอีก จะไม่ช่วยในการ ปรับเปลี่ยนข้อสรุปที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ได้ นั่นแสดงว่าคำตอบที่ได้คลอบคลุมปรากฏการณ์และกระบวนการที่ ผู้วิจัยต้องการศึกษา วิธีการนี้จะทำให้ผู้วิจัยได้ผลการศึกษาที่ชัดเจน ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ และประมวลผล เพื่อหาคำอธิบาย รูปแบบและกระบวนการที่ดีที่เกิดขึ้นอันนำไปสู่การทำความเข้าใจกระบวนการปฏิบัติที่ดีว่า เป็นอย่างไร (พิมพ์ลิขิต แก้วหานาม,2561) 3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูล และใช้กรอบแนวคิดในการศึกษาเพื่อเป็นแนวทางหรือกรอบกว้างๆ ในการวิเคราะห์ข้อมูล จากนั้นผู้วิจัยทำการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล และความครบถ้วนของข้อมูล และใช้วิธีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้ของผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารแบบร่วมมือกัน ทั้งสิ้น และนำข้อมูลที่ได้จากการประมวลผลเบื้องต้นโดยการจำแนกและจัดระบบข้อมูล (Typology and Taxonomy) เป็นการนำข้อมูลที่ได้นำมาจำแนกและจัดหมวดหมู่ออกให้เป็นระบบทำเป็นข้อสรุปย่อยๆ และ เชื่อมโยงแต่ละส่วนเพื่อหาข้อสรุป (Analytic Induction) ซึ่งจะตอบปัญหาการวิจัย (สุภางค์ จันทวานิช,2540) โดยการวิเคราะห์ข้อมูลเริ่มกระทำพร้อมๆ กับการเก็บรวบรวมข้อมูลตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ผู้วิจัยได้ลง พื้นที่จากกรณีศึกษา นอกจากนี้ผู้วิจัยใช้วิธีการทำดัชนีข้อมูล (Indexing) การทำรหัสทั้งในบันทึกภาคสนาม และจากไฟล์การบันทึกเสียงจากข้อมูล ประกอบกับการใช้โปรแกรม atlas ti เข้ามาช่วยในขั้นตอนนี้ และสร้าง ข้อสรุปชั่วคราว และการวิเคราะห์องค์ประกอบออกให้เห็นเป็นส่วนๆ (Componential Analysis) นำเอกสาร หรือหลักฐานต่างๆ มาวิเคราะห์ (Content Analysis) วิเคราะห์สาเหตุและผล (Cause and Effect Analysis) ที่เกิดขึ้น นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยเปลี่ยนมุมมองการวิเคราะห์ไปยังมุมมองอื่นๆ (Sociology Imaginary) ผู้วิจัยจะทำการตรวจสอบความถูกต้องของข้อสรุปอีกครั้ง ทั้งการตรวจสอบแหล่งข้อมูลการตรวจสอบอคติของ ตัวนักวิจัยเองการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า
งานวิจัยที่น่าสนใจ