Under research and development
การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research – PAR) เข้าชม 10 ครั้ง

โครงการเครือข่ายทางสังคมกับการพัฒนาเมืองยะลาสู่เมืองแห่งการเรียนรู้

ปีที่เผยแพร่: 2565

บทคัดย่อ (Abstract)

โครงการวิจัยเครือข่ายทางสังคมกับการพัฒนาเมืองยะลาสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ เป็นโครงการวิจัย
ย่อยภายใต้ชุดโครงการวิจัย “ยะลาเมืองแห่งการเรียนรู้: กระบวนการสร้างสรรค์เมืองแบบมีส่วนร่วมบน
ความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม” โดยฐานคิดสำคัญของโครงการวิจัยนี้ คือ การพัฒนาเมือง
อย่างยั่งยืนนั้น ควรเป็นกระบวนการที่เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐในระดับท้องถิ่น และภาคส่วน
ต่างๆ ในลักษณะของการสร้างภาคีหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อร่วมลงทุนในการพัฒนาเมือง
ผลจากการศึกษาพบว่า ยะลาเป็นจังหวัดที่มีหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน
และภาคประชาสังคม ที่ขับเคลื่อนการทำงานตามภารกิจอยู่เป็นจำนวนมาก โดยมีเทศบาลนครยะลา เป็น
หน่วยงานหลักที่พยายามเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ ในยะลาได้เข้ามามีส่วนร่วมเป็นเครือข่ายเพื่อพัฒนา
เมือง อย่างไรก็ดีการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ ยังทำงานร่วมกันเป็นวงจำกัด โดยเฉพาะการมีส่วน
ร่วมของภาคเอกชนยังไม่เด่นชัดเท่ากับบทบาทการมีส่วนร่วมของภาครัฐและภาคประชาสังคม อีกทั้ง
เครือข่ายทางสังคมที่เคยดำรงอยู่ในอดีตก็ได้เลือนหายไปจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่
งานศึกษานี้จึงใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการเป็นเครื่องมือสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของ
เครือข่ายต่างๆ ในการพัฒนาเมือง โดยพบว่า เงื่อนไขของสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายอยู่ที่
กระบวนการออกแบบกิจกรรม ที่ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่การทำงานร่วมกันในลักษณะของการ
“ฟื้นความทรงจำร่วม” ให้เป็นกลไกเชิงวัฒนธรรมที่สร้างสำนึก “ความเป็นคนยะลา” ที่เอื้อต่อการระดับ
ความร่วมมือระดับเมือง
นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอว่า เทศบาลนครยะลาต้องปรับบทบาทการทำงานจากผู้ริเริ่มโครงการและ
เป็นเจ้าของโครงการ เป็นผู้สร้างพื้นที่และสนับสนุนการทำงานของภาคีองค์กรเครือข่ายเพื่อเปิดโอกาสให้
ภาคีองค์กรเครือข่ายมีบทบาทมากขึ้น โดยสร้าง “พื้นที่เปิด” ให้พลเมืองได้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อสร้างสำนึก
ความเป็นเจ้าของ (sense of belonging)

วัตถุประสงค์ (Objective)

1) เพื่อศึกษากระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเมืองของเครือข่ายทางสังคมของเทศบาล
นครยะลา
2) เพื่อศึกษาความสามารถในการบูณาการการพัฒนาเมืองยะลาสู่เมืองแห่งการเรียนรู้
ระหว่างเทศบาลเมืองยะลาและเครือข่ายทางสังคม 3) เพื่อศึกษาแนวทางการยกระดับเครือข่ายทางสังคมสู่การเป็นภาคีหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์
(Strategic Partners) ที่มีศักยภาพในการร่วมลงทุน (investment) ในการพัฒนาเมือง
ยะลา

รายละเอียด (Details)

สถาบันการเรียนรู้ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Institute for Lifelong Learning – UIL)
ได้นิยามความหมายของเมืองแห่งการเรียนรู้ในการเป็นพื้นที่เรียนรู้ทางสังคมของผู้คน และก่อตั้ง
เครือข่ายที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือรัฐบาลท้องถิ่นพัฒนากลยุทธ์ในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและ
ส่งเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษาของผู้คน โดยให้ความหมายของเมืองแห่งการเรียนรู้ไว้ว่า เมืองที่มี
การใช้ทรัพยากรในทุกภาคส่วนอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้สำหรับประชาชนทุก
คนและทุกระดับ โดยมีการใช้นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ มีการเรียนรู้อย่างมี
คุณภาพ และส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดช่วงชีวิต โดยมีคุณลักษณะที่สำคัญ 6 ประการ คือ (1)
ส่งเสริมการเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงอุดมศึกษา (2) ส่งเสริมการเรียนรู้ในครอบครัวและชุมชน (3)
ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพในที่ทำงาน (4) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย (5) ส่งเสริม
คุณภาพและความเป็นเลิศในการเรียนรู้ (6) สนับสนุนวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเข้มแข็ง1
ทั้งนี้เมื่อเมืองถูกส่งเสริมไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้แล้ว การพัฒนาเมืองจะเกิดขึ้นได้โดยง่าย
ประชาชนจะมีการรวมกลุ่มทางสังคมได้ดีขึ้น (Social Collaboration) เกิดการตื่นตัวเรียนรู้ระดับเมือง
เพื่อพัฒนาให้เกิดการสร้างเครือข่ายและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ประชาชนจะร่วมมีอำนาจในการ
ตัดสินใจในการพัฒนาด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาทางเศรษฐกิจและความรุ่งเรืองทาง
วัฒนธรรม จึงเป็นที่มาของการศึกษา แนวทางการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) โดยมี
เป้าหมายที่ต้องการพัฒนาศักยภาพของคนในฐานที่เป็นต้นทุนในการพัฒนาเมืองให้มีความพร้อมและ
เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง สำหรับการสร้างเมืองยะลาไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) เป็นกระบวนการแบบมี
ส่วนร่วมในลักษณะของการสร้างหุ้นส่วนการสร้างสรรค์เมืองบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและ
วัฒนธรรม โดยการสร้างการมีส่วนร่วมกับทุกภาคส่วนรวมเพื่อพัฒนาศักยภาพคนและเมืองยะลาอย่าง
รอบด้าน มีเป้าหมายสำคัญคือการ “พัฒนาคุณภาพชีวิตของคนยะลา” โดยเริ่มต้นจากการสร้างองค์
ความรู้ที่เป็นกระบวนการศึกษาในมิติสังคมและวัฒนธรรมของเมืองยะลา เพื่อทำความเข้าใจ “คน”
และ “เมือง” ยะลา รวมทั้งต้นทุนความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม และใช้ความรู้ดังกล่าว
เป็นฐานในการพัฒนาเมืองยะลาให้เป็นเมืองที่เติบโตบนฐานเศรษฐกิจการเรียนรู้และวัฒนธรรม โดยมุ่ง
สร้างเครือข่ายสังคมและพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่เข้าถึงคนทุกกลุ่มในยะลาบนฐานแนวคิดสังคมแห่งการ
เรียนรู้ตลอดชีวิต (A Lifelong Learning Society) ทั้งนี้เพื่อให้เห็นบริบทที่สำคัญและแนวทางการ
พัฒนาเมืองยะลา จึงนำเสนอให้เห็นภาพความสำคัญของเมืองยะลาที่มีศักยภาพในการพัฒนาไปสู่เมือง
แห่งการเรียนรู้ดังนี้
1) บริบทและศักยภาพของเมืองยะลา ยะลา เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคใต้ของประเทศไทย สภาพพื้นที่โดยทั่วไปของเขตเทศบาลนคร
ยะลาเป็นพื้นที่ราบลุ่ม ด้านทิศตะวันตกติดกับแม่น้ำปัตตานีทางด้านทิศใต้เป็นเนินเขาบางส่วนจาก
เทือกเขาปิโลในเขตเทศบาลตำบลบุดี อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา ทั้งนี้เมืองยะลาได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่
มีการวางผังเมืองที่ดีและสวยงามแห่งหนึ่งในประเทศไทย พื้นที่ในเขตเทศบาลนครยะลา มีถนนกว่า 400
สาย ตัดเชื่อมต่อกันส่วนหนึ่งเป็นใยแมงมุม มีวงเวียนซ้อนกัน 3 วงคล้ายกับกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
อีกทั้งเป็นเมืองที่แบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็นโซนชัดเจน เช่น สถานศึกษา สถานที่ราชการ ย่านธุรกิจการค้า
บ้านพักอาศัย และสวนสาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวของเมือง อีกทั้งถนนส่วนหนึ่งยังตัดกันเป็นตาราง
หมากรุก คล้ายกับนครลอสแอลเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา มีทางเท้าควบคู่รางระบายน้ำช่วยให้แนว
ของอาคารเป็นแนวเดียวกัน ส่งผลให้เมืองยะลามีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นเมืองที่สวยงามร่มรื่น
สะดวกในการพัฒนาทุกด้านจนได้รับการกล่าวขานจากหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ อยู่เสมอ
ทั้งนี้หากพิจารณาในแง่ของศักยภาพ เห็นได้ว่าเทศบาลนครยะลามีแนวทางในการพัฒนาเมือง
ยะลาไปสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ โดยความสำคัญกับการพัฒนาเมืองให้เป็น “นครแห่งสวน” ลักษณะของ
สวนล้อมเมืองและสวนในเมือง ที่มีความร่มรื่น สร้างอากาศที่ดีในเมือง จึงได้สร้างสวนสาธารณะใน
สถานที่ต่าง ๆ ทั่วเขตเทศบาลนครยะลาจำนวนถึง 7 แห่ง นอกจากนี้เทศบาลนครยะลายังให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ของคนเมืองยะลา ดังเห็นได้จากแนวทางการจัดการศึกษาของเทศบาลนครยะลาที่ครอบคลุมในทุกพื้นที่
ในเขตเทศบาลนครยะลา โดยมีการพัฒนาโรงเรียนในสังกัดเทศบาลให้มีความทันสมัย ในส่วนของสื่อ
การเรียนการสอนศูนย์การเรียนรู้ มีการจัดการศึกษาตามนโยบายของรัฐบาลและสนองตอบต่อความ
ต้องการของประชาชนท้องถิ่น โดยจัดการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน การจัดการศึกษาของท้องถิ่น ถือเป็นหน้าที่หลักประการหนึ่งของเทศบาลที่ต้องจัดให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามเกณฑ์
ที่กำหนด
ในส่วนของการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตเทศบาลนครยะลายังความสำคัญต่อการศึกษาการ
เรียนรู้นอกห้องเรียนโดยก่อสร้างแหล่งเรียนรู้ ในประเภทต่าง ๆ ภายในเขตเทศบาลนครยะลา อุทยาน
การเรียนรู้ TK Park ยะลา และ TK Park โรงเรียนเทศบาล 4 เป็นแหล่งรวบรวมการเรียนรู้ใหม่ ๆ ใน
หลายแขนง นอกจากนี้ยังมีการให้บัตรแหล่งค้นคว้าข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์อีกด้วย สวนสร้างสรรค์หรรษา
เป็นสถานที่ฝึกทักษะทางสมองของเด็กเยาวชน ซึ่งได้จำลองอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อให้สามารถฝึกทักษะการ
แก้ปัญหา เป็นต้น ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ยะลา เป??นห้องสมุดที่รวบรวมความรู้ท้องถิ่น
ให้สามารถศึกษาค้นคว้าได้และ ห้องสมุดประชาชน อยู่ในพื้นที่ใจกลางเทศบาลนครยะลา โดยสามารถ
ให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง
2) สถานการณ์ปัญหาและความต้องการของคนเมืองยะลาอย่างไรก็ดีแม้เทศบาลนครยะลาจะให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการจัดการศึกษาและการจัดการ
เรียนรู้ตลอดชีวิตในหลากหลายรูปแบบ แต่ด้วยข้อจำกัดของระบบการศึกษาของประเทศไทยซึ่งเน้นการวัดผลความรู้ที่ไม่สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมของท้องถิ่น ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของ
เยาวชนยะลาอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ โดยเป็นจังหวัดมีลำดับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอยู่ลำดับที่ 13 (242.45) โดยดัชนีนี้วัดจากจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ย, ไอคิวของเด็กอายุ 6-15 ปี, อัตราการเข้าเรียนต่อ
ระดับชั้นมัธยมศึกษา, และคะแนน O-Net ในแต่ละจังหวัด ทั้งนี้จากการรับฟังความเห็นจากภาคประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่า สภาพปัญหาที่เป็น
อุปสรรคต่อการพัฒนาเมืองยะลา คือ ปัญหาด้านคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะแม้จะมีสถานศึกษาจำนวนมากแต่ด้วยข้อจำกัดของภาษาก็ทำให้ผลสัมฤทธิ์ทาง
การศึกษาของเยาวชนในพื้นที่อยู่ในระดับต่ำ ปัญหาด้านการขาดระเบียบวินัยของพลเมือง หรือขาดสำนึกในความเป็นพลเมืองที่เอาใจใส่ต่อส่วนรวม ปัญหาการขาดพื้นที่เรียนรู้ที่เหมาะสมต่อทุกวัย ทุก
กลุ่ม หรือการมีพื้นที่กลาง (Common Space) พื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone) ที่เพียงพอ ปัญหายาเสพติดที่เป็นเชื้อร้ายบ่อนทำลายสังคมและส่งผลต่อปัญหาอื่นในวงกว้าง รวมทั้งปัญหาด้านการสื่อสาร
และถ่ายทอดความคิดจากผู้นำที่มีศักยภาพไปสู่ผู้ตามเพื่อสร้าง ความร่วมมือร่วมใจในการพัฒนาเมืองและปัญหาด้านศักยภาพของผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่นที่ยังคงไม่เปิดรับ การเปลี่ยนแปลงมากนัก ทำให้
การประสานงานประสานนโยบายในระดับผู้นำของหน่วยงานต่าง ๆ ไม่สอดรับกัน กล่าวโดยสรุปปัญหาหรือจุดอ่อนของเมืองยะลาที่สำคัญ คือ คุณภาพผู้คนหรือความเป็นพลเมืองในศตวรรษที่ 21 ที่ต้องได้รับ
การพัฒนาอย่างยั่งยืน สถานการณ์ปัญหาของเมืองยะลาสอดคล้องกับผลการสำรวจของรายงานการค้นหาความ
ต้องการทางเศรษฐกิจและสังคม (Social Need) พื้นที่ภาคใต้ชายแดน ซึ่งพบว่า ประเด็นสำคัญเร่งด่วน
ในพื้นที่ภาคใต้ชายแดนเชื่อมโยงกันภายใต้กรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน 3 เรื่อง คือ ประเด็นยาเสพติด
ในเรื่องคุณภาพชีวิตผู้คน (people) ประเด็นเศรษฐกิจภาคการเกษตรถดถอย และการเติบโตทาง
เศรษฐกิจที่ต่ำ ในเรื่องความเจริญทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและครอบคลุม (prosperity) และเรื่องนิติ
ธรรมกับสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ ภายใต้เรื่องสันติภาพ สถาบันที่เข้มแข็ง และความยุติธรรม
(peace) โดยที่ด้านคุณภาพของคน รายงานดังกล่าวได้เสนอให้มีการผลิตงานวิจัยเพื่อออกแบบ
การศึกษาใหม่ (Redesign Education) ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและแนวทางการพัฒนาของพื้นที่
รวมทั้งงานวิจัยการจัดการปัญหายาเสพติดโดยชุมชน และองค์ความรู้บูรณาการทุนทางความเชื่อ
วัฒนธรรม และสังคม กับการแพทย์ปัจจุบัน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และเยียวยาผู้ติดยาเสพติด2
3) แนวทางการพัฒนาเมืองยะลาจากการประเมินต้นทุนการพัฒนาและการวิเคราะห์ปัญหาของเมืองยะลา เห็นว่า จุดเน้นของ
การพัฒนาเมืองยะลาให้เป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) ที่มีการกระจายศูนย์กลางความเจริญ
มีการขับเคลื่อนเมืองด้วยข้อมูล (Data) เป็นเมืองที่มีขีดความสามารถใหม่ ๆ และเกิดความร่วมมือทาง
เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรมนั้น จุดเน้นสำคัญ คือ การดำเนินงานตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองบน
ฐานเศรษฐกิจการเรียนรู้และวัฒนธรรม ที่มุ่ง “พัฒนาคน” ให้มีวัฒนธรรมพลเมือง มีจิตสำนึกสาธารณะ
มีจิตอาสา รักการเรียนรู้ รักสิ่งแวดล้อม ด้วย การพัฒนางานวิจัยและสร้างนวัตกรรมทางสังคม (Social
innovation) จากการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งนี้การพัฒนาเมืองยะลาบนฐานเศรษฐกิจการ
เรียนรู้และวัฒนธรรม ถือเป็นแนวทางการพัฒนาเมืองที่ให้ความสำคัญกับต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่
ของเมืองยะลา เพื่อพัฒนาเมืองยะลาให้มีศักยภาพในการพัฒนาเมืองในมิติอื่น ๆ
ทั้งนี้แนวทางการพัฒนาเมืองยะลาดังกล่าวสอดคล้องกับแผนพัฒนาเทศบาลนครยะลาในปี
พ.ศ. 2561-2565 ที่มุ่งหวังจะฟื้นคืนนครยะลาให้กลับมา มีความโดดเด่น ภายใต้ทุนเดิมที่เทศบาลนคร
ยะลามีอยู่ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของพื้นที่ ได้แก่ ทุนความสะอาด ทุนความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทุน
สิ่งแวดล้อม ทุนด้านการศึกษา และทุนทางวัฒนธรรม โดยผู้บริหารจึงจะดำเนินงานตามแนวทาง 3R
ประกอบด้วย 1) Restructure เป็นการปรับโครงสร้างเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และการคมนาคม ให้
มีความเข้มแข็ง ดึงจุดแข็งและสร้างการเป็นศูนย์กลางให้แก่นครยะลา โดยใช้ต้นทุนที่มีเป็นฐานสำคัญใน
การผลักดันการดำเนินงาน 2) Repositioning การวางตำแหน่งเมือง โดยตั้งเป้าหมายให้นครยะลา เป็น
เมืองแห่งความสมานฉันท์ นำเสนอความเป็นตัวตนของยะลา ผ่านการทำ City Branding ซึ่งสะท้อน
เรื่องราว สถานที่และประวัติศาสตร์ ท้องถิ่นที่มีความเข้มแข็งดึงดูดให้เกิดความน่าสนใจ ซึ่งจะเป็นจุดขายที่จะผลักดันให้นครยะลากลายเป็น Landmark สำคัญ สะท้อนจุดเด่นของพื้นที่ วิถีชีวิตของชุมชนที่
อยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมที่มีความหลากหลายได้อย่างลงตัว และ 3)
Reimage ปรับภาพลักษณ์นครยะลา ให้เป็นเมืองที่มีสีสัน สร้างความเชื่อมั่นและทัศนคติเชิงบวกให้แก่
คนในพื้นที่และนอกพื้นที่ นำไปสู่การสร้างความปรองดอง ความสมานฉันท์ขับเคลื่อนนครยะลาให้เป็น
เมือง Harmonize City3
4) การสร้างภาคีหุ้นส่วน (Partnership) กับการพัฒนาเมืองยะลา จากหลักการสำคัญของการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO มีเงื่อนไขสำคัญที่เป็น
พื้นฐานการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ อยู่ 3 ประการ ได้แก่ ความมุ่งมั่นและความเข้มแข็งของผู้นำ การ
บริหารเมืองและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย การจัดสรรและบริหารทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยเงื่อนไขที่มีความสำคัญคือ จัดตั้งเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือรัฐบาลท้องถิ่นพัฒนากลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรม
ในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และส่งเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษาของผู้คน
โครงการวิจัยนี้จึงวางแนวทางการวิจัยอยู่บนหลักการดังกล่าว โดยให้ความสำคัญกับการจัดตั้ง
เครือข่ายที่จะช่วยเหลือเทศบาลนครยะลาในการพัฒนาเมืองสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืนบนฐานของ
ความหลากหลายทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ดีโจทย์สำคัญของโครงการวิจัยนี้คือการยกระดับเครือข่ายให้
เป็นภาคีหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partners) ที่มีศักยภาพในการร่วมลงทุน (investment) ใน
การพัฒนาเมืองยะลาร่วมกับเทศบาลเมืองยะลา ทั้งในด้านความรู้ ด้านพละกำลัง และด้านทุนทรัพย์
เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาเมืองยะลาอย่างยั่งยืน
ข้อมูลโครงการ
หัวหน้าโครงการ
นายอภินันท์ ธรรมเสนา
หน่วยงาน / สถาบัน
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)
แหล่งทุน
กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564
พื้นที่ศึกษา (Area)
จังหวัดยะลา
กลุ่มเป้าหมาย (Target)
1. ภาครัฐ เทศบาลนครยะลา หน่วยงานราชการในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานกำกับด้านการศึกษา เช่น สพฐ. 2. สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา (มีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนด้านการศึกษาและเป็นเจ้าภาพร่างหลักสูตรยะลาศึกษา) สถาบันการศึกษาในระดับอื่น ๆ ทั้งระดับพื้นฐานและอุดมศึกษาในจังหวัดยะลา 3. ภาคประชาสังคม กลุ่มชุมชน เครือข่ายประชาสังคมชายแดนใต้ เครือข่ายครู หรือเครือข่ายการเรียนรู้ที่เคยมีอยู่ในอดีต 4. ภาคเอกชน บริษัท ธุรกิจท้องถิ่น ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการร่วมลงทุนพัฒนาเมือง 5. เยาวชนและประชาชนทั่วไป
ระเบียบวิธีวิจัย
โครงการวิจัยเครือข่ายทางสังคมกับการพัฒนาเมืองยะลาสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ เป็น โครงการวิจัยย่อยภายใต้ชุดโครงการวิจัย “ยะลาเมืองแห่งการเรียนรู้: กระบวนการสร้างสรรค์เมืองแบบมีส่วนร่วมบนความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม” เน้นการศึกษาเครือข่ายทางสังคมของเมืองยะลา ซึ่งหมายถึงภาคส่วนต่างๆ เช่น องค์กรภาครัฐ สถาบันการศึกษา องค์กรภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม ในเมืองยะลา เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพของเครือข่ายที่สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเมืองยะลาสู่เมืองแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืนบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมผ่านกระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โดยฐานคิดสำคัญของโครงการวิจัยนี้ คือ การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ควรเป็นกระบวนการที่เกิดจากความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐในระดับท้องถิ่น และภาคส่วนต่างๆ ในลักษณะของการสร้างภาคีหุ้นส่วน (Partnership) การพัฒนาเมือง ซึ่งการเป็นหุ้นส่วน ระหว่างรัฐและเอกชน เพื่อการพัฒนาในท้องถิ่นของตนเองอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น สำหรับผลการดำเนินการวิจัยได้แบ่งเป็น 3 ส่วนได้แก่ ส่วนแรก สำรวจและประเมินศักยภาพเครือข่ายในการพัฒนาเมืองยะลาสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ โดยสามารถจำแนกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาเมืองยะลาสู่เมืองห่งการเรียนรู้ ส่วนที่สอง การสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายทางสังคมในการพัฒนาเมืองยะลาสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ ส่วนที่สาม การถอดบทเรียนกระบวนการพัฒนาศักยภาพเยาวชน โดยในบที้จะนำเสนอผลการศึกษาใน 3 ส่วน ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 4.1 การสำรวจและประเมินศักยภาพเครือข่ายในการพัฒนาเมืองยะลาสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ การสำรวจและประเมินศักยภาพ ความเชี่ยวชาญของเครือข่ายหรือกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนั้นโครงการวิจัยได้ทำการสำรวจและประเมินศักยภาพ ความเชี่ยวชาญของเครือข่ายหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเมือง ซึ่งครอบคลุมทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน/ประชาสังคม ได้แก่ สถาบันการศึกษาในระดับต่าง ๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานราชการ ภาคธุรกิจหรือบริษัทเอกชนในระดับต่าง ๆ ภาคประชาสังคมชายแดนใต้กลุ่มต่าง ๆ ฯลฯ อัน จะนำไปสู่การวางแนวทางในการสร้างกลไกความร่วมมือระดับเมือง (Local Collaboration) ที่จะมีการร่วมลงทุน (investment) ทั้งในด้านความรู้ ด้านพละกำลัง และด้านทุนทรัพย์ ต่อไปอย่างยั่งยืน โดยมีขั้นตอนการสำรวจและประเมินศักยภาพ ความเชี่ยวชาญของเครือข่ายหรือกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดย พิจารณารายละเอียดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากเกณฑ์ (1) การมียุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติงาน นโยบาย หรือข้อบังคับของหน่วยงานซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาเมืองยะลาสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ (2) การมีพันธกิจวิสัยทัศน์ บทบาทหน้าที่ที่สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองยะลาสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ (3) การมีสมรรถนะหลักหรือความเชี่ยวชาญขององค์กรหรือหน่วยงาน ที่สอดคล้องกับการพัฒนาเมืองยะลาสู่เมืองแห่งการ เรียนรู้ ทั้งในระดับผู้นำ ผู้มีอำนาจตัดสินใจ และระดับหน่วยงาน/องค์กร ซึ่งสามารถจัดจำแนกผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็น 3 ประเภท ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน/ประชาสังคม แนวทางการสร้างภาคีหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาเมือง โจทย์วิจัยหลักของโครงการวิจัย “เครือข่ายทางสังคมกับการพัฒนาเมืองยะลาสู่เมือง แห่งการเรียนรู้” คือ การยกระดับเครือข่ายให้เป็นภาคีหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partners) ที่มี ศักยภาพในการร่วมลงทุน (investment) ในการพัฒนาเมืองยะลาร่วมกับเทศบาลเมืองยะลา ซึ่งถือเป็น หลักการสำคัญประการหนึ่งของการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO นั่นคือ การบริหารเมือง และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย โดยโครงการมีเป้าหมายในการยกระดับเครือข่ายทุกภาคส่วนให้ เป็นภาคีหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partners) ที่มีศักยภาพในการร่วมลงทุน (investment) ใน การพัฒนาเมืองยะลาร่วมกับเทศบาลนครยะลา ทั้งในด้านความรู้ ด้านพละกำลัง และด้านทุนทรัพย์ จากการศึกษา พบว่า ยะลาเป็นเมืองที่มีทุนทางเศรษฐกิจ (economic capital) และทุน ทางวัฒนธรรม (cultural capital) ที่สามารถเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม การพัฒนายะลาเมืองแห่งการเรียนรู้ยังคงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนทางสังคม (social capital) ให้มีความเข้มแข็งมากกว่าเดิม เนื่องจากทุนทางสังคมถือเป็นแหล่งรวมความสัมพันธ์ ของสมาชิกกลุ่มและเครือข่ายทางสังคม ซึ่งประกอบไปด้วยเครือข่ายทางสังคม บรรทัดฐานของสังคม และความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน ที่จะส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ยะลาเป็นจังหวัดที่มีหน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาค ประชาสังคม ที่ขับเคลื่อนการทำงานตามภารกิจอยู่เป็นจำนวนมาก โดยมีเทศบาลนครยะลา เป็น หน่วยงานซึ่งมีบทบาทหลักในฐานะทุนทางสังคมของยะลาที่ได้มีความพยายามในการเปิดโอกาสให้คน ยะลาในภาคส่วนต่าง ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นเครือข่ายเพื่อพัฒนาเมือง โดยที่ผ่านมาได้รับความ ร่วมมือที่ดีจากระดับชุมชน ผ่านการจัดกิจกรรมเวทีรับฟังความเห็น เวทีสภาประชาชน การประชุม ประธานชุมชนอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้ง ในปัจจุบัน มหาวิทยาลัยราชภัฏรยะลา ก็ถือเป็นอีกหน่วยงานที่ พยายามเป็นข้อต่อหรือชานชลาให้กับเครือข่ายทางสังคมต่าง ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาเมือง ด้วยเช่นกัน โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏรยะลากำลังเป็นเจ้าภาพในการร่างหลักสูตรการศึกษาแกนกลาง ของจังหวัดยะลา ในลักษณะของยะลาศึกษา (รู้ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต) ที่จะเป็นตัวเชื่อมกับหลักสูตร แกนกลางของ สพฐ. และมุ่งหวังให้เกิดการสร้างเครือข่ายทางการศึกษาที่เข้มแข็งของยะลาเอง จากเดิม ที่มีผู้รับผิดชอบงานด้านการเรียนรู้และการศึกษาที่กระจัดกระจายและทำงานทับซ้อนกันจนเปลือง งบประมาณและขาดประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนสู่สาธารณะอย่างไรก็ตาม การทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ หรือระหว่างเครือข่ายทางสังคมก็ยังคงไม่ได้ ปรากฏให้เห็นอย่างแนบแน่น (ทำงานร่วมกันเป็นวงแคบและในแวดวงเดิม ๆ ) โดยเฉพาะการมีส่วนร่วม ของภาคเอกชนในการร่วมพัฒนาเมืองกับภาครัฐ ที่ยังคงไม่เด่นชัดเท่าการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและ ภาคประชาสังคม อีกทั้ง เครือข่ายทางสังคมที่เคยดำรงอยู่ในอดีตก็ได้เลือนหายไป เช่น การหายไปของ เครือข่ายครูสอนภาษาต่าง ๆ ที่มีความชำนาญ เครือข่ายการค้าขายของผู้คนที่อาศัยความไว้วางใจใน การรับสินค้าไปขายก่อน อย่างไรก็ดีข้อเสนอต่อประเด็นทุนทางสังคมที่ควรได้รับการพัฒนาและให้ความสำคัญ อย่างมากในปัจจุบันคือ มิติของ “ความไว้วางใจ” (Trust) ระหว่างภาคีหุ้นส่วน ซึ่งยังคงไม่แนบแน่น เท่าที่ควรและลดลงไปจากอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะในปัจจุบันที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโค วิด 19 และสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ ซึ่งได้ส่งผลต่อความ ไว้วางใจระหว่างผู้คนและเครือข่ายทางสังคมต่าง ๆ โดยนักวิชาการจำนวนหนึ่งมีข้อเสนอในทำนองว่า สังคมที่มีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีความไว้วางใจต่อกันนั้นจะเป็นสังคมที่มีประสิทธิภาพด้านต่าง ๆ มากกว่าสังคมที่ไม่มีความไว้วางใจ ซึ่งความไว้วางใจจะเป็นตัวบรรเทาความขัดแย้งอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในชีวิตทางสังคม อีกทั้ง ความไว้วางใจจะก่อให้เกิดความร่วมมือและสร้างความผ่อนคลายในปฏิสัมพันธ์ ของชีวิตทางสังคม ในที่นี้ ความไว้วางใจจึงถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งของทุนทางสังคม (social capital) (McKnight & Chervany, 2001; Taddeo, 2011; Bauer, 2013; Pedersen & Liisberg, 2015; Robbins, 2016) ทั้งนี้ การจะยกระดับเครือข่ายทุกภาคส่วนให้เป็นภาคีหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partners) ที่มีศักยภาพ สามารถถอดบทเรียนได้จากข้อเสนอของ Mishra (1996) ที่ได้เสนอ องค์ประกอบของความไว้วางใจที่จะทำให้บุคคลเกิดความไว้วางใจระหว่างกัน โดยความไว้วางใจจะ เกิดขึ้นได้ด้วยด้วยการมี 4 มิติ ดังนี้ มิติความสามารถ (Competence Dimension) หมายถึง ความสามารถที่เป็นพื้นฐาน ของความไว้วางใจ บุคคลจะให้ความไว้วางใจผู้อื่นด้วยความเชื่อว่าผู้นั้นมีความสามารถในการทำงานได้ดี และมีความสามารถในการตัดสินใจได้ถูกต้องเหมาะสม ซึ่งผู้นั้นจะต้องมีความรู้ ทักษะความชำนาญและ ความสามารถในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับความสามารถด้านต่าง ๆ ดังนี้ 1.1 ความสามารถเฉพาะใน วิชาชีพ เป็นความสามารถในการใช้ความรู้ ทักษะ เทคนิคและอุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำงาน 1.2 ความสามารถทางด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคล เป็นความสามารถ และการตัดสินใจในการทำงาน ร่วมกับบุคคลอื่น มีกลยุทธ์ในการสร้างแรงจูงใจในการทำงานร่วมกับบุคคลอื่นในองค์การได้ดี 1.3 ความสามารถเชิงธุรกิจ หมายถึง ความสามารถที่นอกเหนือจากความชำนาญในงานอาชีพ อาทิ ประสบการณ์ ความคิดทางด้านธุรกิจ จิตสำนึกที่ฉับไว มีความเฉลียวฉลาด และมีความเข้าใจในบริบท ขององค์การเป็นอย่างดีมิติความเปิดเผย (Openness Dimension) หมายถึง การที่บุคคลมีความรู้สึกเชื่อมั่นและไว้วางใจในตัว ผู้อื่นว่าเป็นบุคคลที่มีความเปิดเผยต่อบุคลากรและปฏิบัติต่อบุคลากรด้วยความจริงใจ ซึ่งในการเปิดเผย จะต้องเป็นการเปิดเผยความจริงของปัญหาและความสำเร็จที่ได้รับ ดังนั้น ความเปิดเผยและจริงใจ จึง เป็นพื้นฐานของการสร้างความไว้วางใจ และจะต้องมีทักษะที่มีประสิทธิผลในการโน้มน้าวและดึงดูดใจ ผู้คน และส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ คนที่มีความจริงใจและเปิดเผยจะ มีเหตุผลในการพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา ทั้งความสำเร็จของงานและข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นมีส่วน ร่วมในการแลกเปลี่ยนข้อมูล ประสบการณ์ระหว่างบุคคล และสร้างบรรยากาศในการมีส่วนร่วมแสดง ความคิดเห็น มิติความห่วงใย (Concern Dimension) หมายถึง การที่บุคคลให้ความไว้วางใจว่า ผู้อื่นจะไม่ฉกฉวยผลประโยชน์อย่างไม่เป็นธรรม แต่จะยึดถือผลประโยชน์ของสังคมเป็นสำคัญ และให้ ความสนใจและห่วงใยต่อความผาสุกของสังคมเท่าๆ กับความผาสุกของตนเอง มิติความเชื่อถือได้ (Reliability Dimension) หมายถึง บุคคลคาดหวังให้ผู้อื่นมีความ สม่ำเสมอในการพูดและการกระทำ ขณะที่ D. Harrison McKnight และ Norman L. Chervany (2001) ผู้เชี่ยวชาญด้าน วิทยาการจัดการ ได้เขียนบทความเรื่อง Trust and Distrust Definitions: One Bite at a Time ก็ได้ วิเคราะห์และเสนอว่าลักษณะของความไว้วางใจ 4 มีองค์ประกอบ ได้แก่ 1. การมีความเมตตากรุณา/ ปรารถนาดี (benevolence) หมายถึง มีความเอาใจใส่และจูงใจให้กระทำการเพื่อผลประโยชน์มากกว่า จะเป็นการกระทำโดยฉวยโอกาส อันหมายรวมถึงการมีความรับผิดชอบและความห่วงใย 2. การมีความ ซื่อสัตย์ (integrity) หมายถึง การทำข้อตกลงโดยสุจริต การพูดความจริง และการปฏิบัติตามคำสัญญา อันหมายรวมถึงการมีความเที่ยงตรงและคุณธรรม 3.การมีสมรรถนะ (competence) หมายถึง การมี ความสามารถหรืออำนาจที่จะกระทำเพื่อสิ่งที่ตนต้องการ และ 4. การคาดการณ์ได้ (predictability) หมายถึง การกระทำของอีกฝ่ายหนึ่ง (ทั้งที่ดีและไม่ดี) จะมีความสม่ำเสมอเพียงพอในการที่จะคาดการณ์ ได้ในสถานการณ์หนึ่ง ๆ นอกจากนี้ ปัจจัยที่ช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันระหว่างองค์กร ยัง ประกอบด้วย การยึดมั่นในหลักเกณฑ์และข้อตกลงร่วมในการปฏิบัติงานการปฏิสัมพันธ์ในฐานะภาคี หุ้นส่วนที่มีสถานะเท่าเทียมกันการทำให้ทุกฝ่ายรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของงาน การมีกลไกแสดงความ รับผิดชอบต่อทุกฝ่าย การมีกระบวนการปฏิบัติงานร่วมที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย มีกระบวนการที่เปิด ให้ทุกฝ่ายสามารถมีบทบาทและอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางการตัดสินใจร่วมกัน มีการจัดสรร ผลประโยชน์ระหว่างองค์กรอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม สิ่งเหล่านี้ก็ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ภาคีหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partners) ในการพัฒนาเมืองยะลาสู่เมืองแห่งการเรียนรู้ควรมีการพูดคุยระหว่างกันเพื่อสร้างความตระหนักและหา หนทางในการพัฒนาเครือข่ายทางสังคมให้มีองค์ประกอบหรือมีปัจจัยต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การสร้างความไว้วางใจระหว่างกันมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นการผลักดันให้ทุนทางสังคมของยะลามีความเข้มแข็งและพร้อม ที่จะขับเคลื่อนพัฒนายะลาสู่เมืองแห่งการเรียนรู้
งานวิจัยที่น่าสนใจ