Under research and development
เชิงคุณภาพและปริมาณ เข้าชม 589 ครั้ง

กลไกความร่วมมือในการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านพื้นที่การเรียนรู้ของจังหวัดปทุมธานี

เมืองแห่งการเรียนรู้ พื้นที่การเรียนรู้ เศรษฐกิจฐานราก การออกแบบและการพัฒนาพื้นที่ การมีส่วนร่วม กระบวนการคิดเชิงออกแบบ ปีที่เผยแพร่: 2565

บทคัดย่อ (Abstract)

ชุดโครงการกลไกความร่วมมือในการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านพื้นที่การเรียนรู้ของจังหวัดปทุมธานี ประกอบด้วยโครงการย่อย 2 โครงการ คือ โครงการย่อยที่ 1 การพัฒนากลไกการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ในการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี โครงการย่อยที่ 2 การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบในการส่งเสริมเมืองแห่งการเรียนรู้เพื่อคนทุกกลุ่มในจังหวัดปทุมธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากลไกการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้สู่ความยั่งยืนผ่านการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมในการพัฒนาภายใต้เครือข่ายภายในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี รวมถึงพัฒนาพื้นที่ต้นแบบของเมืองแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม อันจะนำไปสู่ยกระดับการเรียนรู้ของประชาชนในจังหวัดปทุมธานีผ่านการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของเมืองสู่การสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านพื้นที่ต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้โดยมีพื้นที่ศึกษา คือ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี ซึ่งแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 4 เทศบาล คือ เทศบาลนครรังสิต เทศบาลเมืองบึงยี่โถ เทศบาลตำบลธัญบุรี และเทศบาลเมืองสนั่นรักษ์ โดยการดำเนินงานของโครงการย่อยภายในชุดโครงการเป็นการศึกษาร่วมกันของกลไกการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้กับการออกแบบพื้นที่ต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ จากผลการศึกษาพบว่า พื้นที่สามารถแบ่งออกเป็น 4 ย่านการเรียนรู้ ได้แก่ 1) ย่านการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงถึงความเป็นมาของคลองรังสิตประยูรศักดิ์ผ่านประตูน้ำจุฬาลงกรณ์และการค้าขายก๋วยเตี๋ยวเรือ 2) ย่านการเรียนรู้อาหารและสุขภาพเชื่อมโยงพื้นที่ของกลุ่มวิสาหกิจสมุนไพร วัฒนธรรมอาหารจีนที่ยังคงมีอยู่ในพื้นที่ การส่งเสริมพื้นที่สุขภาพคนเมืองจากการปรับปรุงพื้นที่ศูนย์กีฬาเทศบาลเมืองบึงยี่โถที่จะสนับสนุนกิจกรรมทางสุขภาพของศูนย์การแพทย์บึงยี่โถ 3) ย่านนันทนาการเพื่อการเรียนรู้เน้นส่งเสริมพื้นที่ออกกำลังกายและกิจกรรมการที่หลากหลายเชื่อมโยงแหล่งเรียนรู้ใกล้เคียง เช่น พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ สวนสัตว์ดุสิตแห่งใหม่ และ 4) ย่านการเรียนรู้ธรรมชาติและระบบนิเวศ ที่สภาพพื้นที่ยังคงความสมบูรณ์ของพื้นที่เกษตรกรรม ต้นจามจุรีสองฝั่งริมคลอง การมีวิถีชีวิตริมคลอง การมีเส้นทางที่เหมาะสมต่อการสนับสนุนเส้นทางปั่นจักรยาน ในด้านของกลไกการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้พบว่าพื้นที่ศึกษามีเครือข่ายความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการ นักพัฒนาชุมชน ปราชญ์ และประชาชนภายในชุมชน อีกทั้งเมื่อพิจารณากลไกในการขับเคลื่อนกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ที่ผ่านมา พบว่า มีกลไกทั้งใน ด้านการวางแผน (Planning) ด้านการส่งเสริมกิจกรรมมีส่วนร่วม (Involvement) ด้านการสนับสนุนงานมหกรรมและการจัดกิจกรรม (Celebration) แต่อย่างไรก็ตามเนื่องด้วยการสร้างอัตลักษณ์ของพื้นที่การเรียนรู้ที่ไม่โดดเด่น ทั้งในเชิงของกิจกรรม และพื้นที่ รวมถึงข้อจำกัดในการเข้าถึงทำให้การรับรู้ของภาคประชาชนต่อการเข้าใช้พื้นที่เรียนรู้จึงอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้นข้อเสนอแนะกลไกที่นำมาปรับใช้จึงมุ่งเน้นไปที่การการส่งเสริมกิจกรรมมีส่วนร่วม (Involvement) ร่วมกับการสนับสนุนงานมหกรรมและการจัดกิจกรรม (Celebration) และการระดมทุนจากเครือข่ายเพื่อการพัฒนา (Funding) เพื่อให้เกิดการพัฒนาอัตลักษณ์ของพื้นที่การเรียนรู้ผ่านการส่งเสริมการเข้าถึงพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน อย่างไรก็ตามจากการพิจารณาศักยภาพในแต่ละกิจกรรมชี้ให้เห็นว่ามีระดับศักยภาพในการขับเคลื่อนที่แตกต่างกัน ดังนั้นการปรับใช้กลไกที่เหมาะสมร่วมกับการส่งเสริมการดำเนินงานร่วมกันของเครือข่ายจึงเป็นโจทย์สำคัญที่ควรปรับปรุง เพื่อส่งเสริมและพัฒนาพื้นที่ให้สามารถเป็นพื้นที่ที่นอกจากสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนแล้วนั้น ยังเป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับประชาชนเพื่อต่อยอดโอกาสสู่คุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

วัตถุประสงค์ (Objective)

1. พัฒนากลไกการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้สู่ความยั่งยืนผ่านการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมใน
การพัฒนาภายใต้เครือข่ายภายในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี
2. พัฒนาพื้นที่ต้นแบบของเมืองแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีด้วยกระบวนการมีส่วน
ร่วม
3. ยกระดับการเรียนรู้ของประชาชนในจังหวัดปทุมธานีผ่านการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรของเมืองสู่
การสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านพื้นที่ต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้

รายละเอียด (Details)

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศทั่วโลกได้เผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นในมิติต่าง ๆ ทั้งมิติด้านสังคม
เศรษฐกิจ ประชากร และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะจำนวนประชากรเมืองที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ปัญหาของเมืองที่
เกิดขึ้นยากจะแก้ไข เช่น ปัญหาสุขภาพของประชาชน, ปัญหาความเลื่อมล้ำของรายได้และการเข้าถึง
โครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เท่าเทียมกัน ปัญหาการจัดการของเสีย ปัญหาทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด รวมถึงปัญหา
การจราจรที่ติดขัด ส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศ จึงทำให้เกิดความพยายามในการแก้ไขปัญหาของ
เมืองเพื่อลดกระทบที่เกิดขึ้นเรื่อยมา
ปัจจุบันจำนวนประชากรโลกเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าที่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งมากกว่าครึ่งของ
ประชากรโลกที่อาศัยอยู่ในเมือง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 ในปี ค.ศ 2030 รวมทั้งเมืองมีบทบาท
และมีอิทธิพลต่อการขยายตัวของกิจการในระดับชาติและระดับโลก ทั้งนี้ การขยายตัวดังกล่าวทำให้เทศบาล
เมืองต่าง ๆ เผชิญกับสิ่งท้าทายที่เกี่ยวข้องกับความสมานฉันท์ในสังคม การพัฒนาเศรษฐกิจ และความยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม เทศบาลเมืองหลาย ๆ แห่ง เริ่มเห็นว่า การดำเนินการตามกลยุทธ์ด้านการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็น
ปัจจัยสำคัญในการแก้ไขปัญหาเพื่อพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน ดังนั้น องค์การยูเนสโก โดยสถาบันการเรียนรู้
ตลอดชีวิตของยูเนสโก (UNESCO Institute for Lifelong Learning - UIL) จึงได้จัดตั้งเครือข่ายระดับโลก
ด้านเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก (The UNESCO Global Network of Learning Cities - GNLC) เพื่อ
ช่วยรัฐบาลท้องถิ่นพัฒนากลยุทธ์ที่เป็นรูปธรรมในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ เครือข่ายนี้จะสนับสนุนการ
บรรลุผลการดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้ง 17 ประการ (Sustainable Development
Goals: SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 4 ซึ่งเน้นการจัดการศึกษาอย่างครอบคลุม เท่าเทียม และมีคุณภาพ
รวมทั้งส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน (Lifelong Learning: LLL) ตลอดจนเป้าหมายที่ 11 ซึ่งมุ่งพัฒนาเมืองและถิ่นฐานให้มนุษย์ได้อยู่ร่วมกัน อย่างปลอดภัย และมีการช่วยเหลือเกื้อหนุนซึ่งกันและ
กันสู่ความยั่งยืน (ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน, 2559)
สำหรับจากการพัฒนาเมืองของประเทศไทยยังคงใช้นโยบายและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเมือง เพื่อการ
ผลักดันด้านการเป็นฐานของการผลิตอุตสาหกรรมและการค้า ซึ่งเมื่อหากพิจารณาถึงทิศทางของการพัฒนา
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทยตั้งแต่ ฉบับที่ 1 – 11 จะเห็นว่าทิศทางของการพัฒนา
จะพัฒนาจากด้านเกษตรกรรมเป็นด้านอุตสาหกรรมและด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งส่งผลให้แนวโน้ม
ของการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 เน้นการพัฒนาด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้
ในการปรับปรุงการบริหารของภาครัฐ ซึ่งปัจจุบันประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกได้นำมาใช้อย่างแพร่หลาย เพื่อลด
ความเหลื่อมล้ำทางสังคมและการก้าวข้ามกับดักของการพัฒนาในแต่ละปัญหาของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน
อนึ่ง บริบทของการพัฒนาด้านการศึกษาในประเทศไทยได้มีลักษณะการพัฒนาที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์
ของแต่ละพื้นที่ จะมีบทบาทหลัก 8 ด้าน ได้แก่ ด้านประชากร ด้านเศรษฐกิจ ด้านอุตสาหกรรม ด้านการ
ท่องเที่ยว ด้านการศึกษา การสาธารณสุข การบริการราชการ และการคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะด้าน
การศึกษาจะเห็นได้ว่าในแต่ละภูมิภาคมีสถานศึกษาชั้นนำมากมายซึ่งเป็นแหล่งผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพชั้นนำ
ของประเทศ โดยกลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยในการพัฒนาเมืองหรือประเทศในอนาคต แต่
อย่างไรก็ตามสภาวการณ์และบริบทของการพัฒนาด้านการศึกษาในปัจจุบัน บทบาทของเทคโนโลยีส่งผลต่อ
การดำรงชีวิตมากขึ้น โดยผลการพัฒนาด้านการศึกษาของประเทศไทยพบว่า มีแนวโน้มที่เด็กจะเข้าสู่
กระบวนการศึกษาที่ลดลง ขาดทักษะและความสามารถในด้านการจัดการและสังเคราะห์ข้อมูล ขาดทักษะ
ด้านภาษา และผลผลิตของการศึกษากับความต้องการกำลังแรงงานไม่สอดคล้องกันได้ ซึ่งสืบเนื่องมาจาก
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแบบก้าวกระโดดที่ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของ
ประเทศที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิวัติดิจิตอล การพัฒนาอย่างยั่งยืนตามแนวคิดขององค์การ
สหประชาชาติ การพัฒนาด้านประชาคมอาเซียน และแนวคิดการพัฒนาประเทศไทยยุค 4.0 ซึ่งประเด็นด้าน
การศึกษาได้ถูกอภิปรายถึงแนวทางการพัฒนาด้านการศึกษาในระดับนานาชาติ ในด้านบทบาทของ
มหาวิทยาลัยนั้นจำเป็นที่จะต้องพัฒนาในหลากหลายด้าน อันได้แก่ การพัฒนาในด้านบริบทด้านกายภาพที่
เอื้อต่อการศึกษา การพัฒนาในด้านของการส่งเสริมและการปลูกฝังให้เกิดการเรียนรู้ในระยะยาว โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งการเรียนรู้แบบเป็นทางการ (Formal Approach) ที่จะลดลงตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น และผู้ที่เรียนเป็น
ผู้มักจะเป็นผู้ที่มีทุนทรัพย์ที่สูง และยิ่งผู้เรียนมีอายุที่สูงขึ้นการกลับเข้ามาเรียนรู้ใหม่จะลดลง (Government
Office for Science, 2016) ทิศทางการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืนให้มีความสอดคล้องกับเป้าหมายของ
สหประชาชาติด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้ง 17 เป้าหมาย โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 4 ด้านการศึกษา ทั้งนี้
สถาบันUIL ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเมืองว่า เมืองมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการศึกษาและการ
เรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงสามารถช่วยให้บรรลุเป้าหมายแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืนใน 3 มิติ ได้แก่ การพัฒนา
สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยปัจจุบันมีหลายเมืองที่มีบทบาทสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรและ
ดำเนินโครงการต่าง ๆ ด้านการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของพลเมืองโดยการจัดการศึกษาตลอดชีวิต
(NNERCO, 2020) โดยการจัดการพื้นที่ให้เกิดเป็นสังคมของการเรียนรู้ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างแรงกระตุ้น(Stimulating) ทั้งทางตรง และทางอ้อม ของกลุ่มผู้ใช้งานที่มีความหลากหลาย ซึ่งในปัจจุบันบทบาทของ
มหาวิทยาลัยในการพัฒนาให้เป็นศูนย์ของการเรียนรู้นั้น จัดได้ว่าเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะส่งเสริมการ
เรียนรู้อย่างยั่งยืน ซึ่งองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นสามารถขยายผลไปยังพื้นที่กิจกรรมอื่นๆ ในจังหวัด ด้วยการสร้าง
สภาพแวดล้อมในการส่งเสริมการเรียนรู้ให้เกิดการเรียนรู้สอดคล้องกับบริบทของอัตลักษณ์ของพื้นที่นั้น ๆ
ตลอดจนสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสแก่คนทุกประเภท ทุกระดับสังคมให้สามารถเข้าถึงได้และมี
การศึกษาที่มีคุณภาพ ด้วยการเน้นการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนตั้งแต่ระดับนานาชาติ ระดับประเทศ ระดับ
ท้องถิ่น หน่วยงานเอกชน ตลอดจนชุมชน เพื่อบูรณาการความร่วมมือจากสหศาสตร์ให้เกิดความยั่งยืนในระยะ
ยาว
ดังนั้นในการศึกษากลไกความร่วมมือในการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านพื้นที่การเรียนรู้ควรมุ่งเน้น
คุณสมบัติของเมืองแห่งการเรียนรู้ (Key Features of Learning Cities) องค์ประกอบหลัก 3 ประการ ในการ
สร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ ได้แก่ 1) ประโยชน์หลักจากการส่งเสริมเมืองแห่งการเรียนรู้ 3 ประการ ได้แก่
ประชาชนมีอำนาจในการตัดสินใจและการรวมกลุ่มทางสังคม การพัฒนาทางเศรษฐกิจและความรุ่งเรืองทาง
วัฒนธรรม รวมทั้งการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2) คุณลักษณะสำคัญที่จะนำไปสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ 6
ประการ ได้แก่ การส่งเสริมการเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐานจนถึงอุดมศึกษา การส่งเสริมการเรียนรู้ในครอบครัวและ
ชุมชน การอำนวยความสะดวกให้มีการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพในสถานที่ทำงาน การส่งเสริมการใช้
เทคโนโลยีเกี่ยวกับ การเรียนรู้ที่ทันสมัย การส่งเสริมคุณภาพและความเป็นเลิศในการเรียนรู้ และก าร
สนับสนุนวัฒนธรรม การเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างเข้มแข็ง 3) เงื่อนไขสำคัญที่เป็นพื้นฐานการสร้างเมืองแห่ง
ความรู้ 3 ประการ ได้แก่ ความมุ่งมั่น และความเข้มแข็งของผู้นำ การบริหารเมืองและการมีส่วนร่วมของผู้มี
ส่วนได้เสีย รวมทั้งการเคลื่อนย้าย และการใช้ทรัพยากรซึ่งการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้จำเป็นต้องวิเคราะห์
ถึงรูปแบบการพัฒนาเมืองรวมถึงบริบทของการพัฒนาด้านการศึกษาในแต่ละพื้นที่ และเชื่อมโยงการขยายผล
การนำองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นนำไปใช้ประโยชน์และพัฒนาชุมชนหรือพื้นที่กิจกรรม อัน
เป็นแนวคิดการออกแบบวางผังและวางแผนการพัฒนาสภาพแวดล้อมเมืองแห่งการเรียนรู้ต่อการใช้งานของ
คนในทุกระดับ และเป็นการเสริมสร้างคุณภาพและช่วยพัฒนาชุมชนในจังหวัด ด้วยการสร้างความเท่าเทียม
และทันการณ์ โดยบทบาทที่สำคัญของพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ( Center of innovative
education for life-long learning) คือ การสร้างเครือข่ายระหว่างชุมชน คนกลุ่มต่าง ๆ เพื่อเชื่อมโยงองค์
ความรู้ และสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างกัน (Collaboration) โดยอาจมีฐานข้อมูลกลางที่
จัดแบ่งประเภทผลงานต่าง ๆ สำหรับแต่ละกลุ่มคน เพื่อการค้นคว้าและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สามารถ
สร้างสรรค์ผลงานด้านวิจัย ผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ จนนำไปสู่การจดสิทธิบัตรได้ (Patent)
สำหรับจังหวัดปทุมธานีถือเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีศักยภาพในการพัฒนาสู่การเป็นเมืองแห่งความรู้ ซึ่ง
ปัจจุบันได้มีทิศทางในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ภายใต้วาระการขับเคลื่อน จังหวัดปทุมธานีเพื่อพัฒนาและ
แก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้จังหวัดปทุมธานีเป็นเมืองของทุกคน Pathum Thani
Agenda: Pathum Thani for All ภายใต้แนวคิด การพัฒนาจังหวัดปทุมธานี ตามตัวอักษร Pathum Thani
แสดงในภาพ สะท้อนให้เห็นมิติในการพัฒนาในหลากหลายด้าน สำหรับในด้านของการศึกษา ปทุมธานีมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างภาครัฐ สถานศึกษา และหน่วยงานทางการศึกษาเพื่อต่อยอดการเรียนรู้ในทุกระดับ การส่งเสริมนวัตกรรม เทคโนโลยี องค์ความรู้ใหม่ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ให้ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน และมีทักษะการเรียนรู้ การพัฒนายกระดับ
ศักยภาพวัยแรงาน ให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งทิศทางการพัฒนาดังกล่าวสามารถเชื่อมกับมิติการพัฒนาอื่น ๆ เพื่อให้เกิดการบูรณาการการพัฒนาอย่างเหมาะสม เพื่อกระจายการพัฒนาทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นในการศึกษานี้จึงมุ่งเน้นศึกษากลไกความร่วมมือในการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านพื้นที่การ
เรียนรู้ของจังหวัดปทุมธานี ผ่านการพัฒนาพื้นต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ที่มิเพียงมุ่งเน้นศึกษาเฉพาะพื้นที่
ทางการศึกษา (สถาบันการศึกษา) เท่านั้นแต่รวมไปถึงพื้นที่กิจกรรมภายในเมืองที่สามารถส่งเสริมให้เกิด
กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรม (กิจกรรมการเรียนรู้วิธีการผลิตของ
ผลิตภัณฑ์และบริการ) ด้านเศรษฐกิจ (กิจกรรมการเรียนรู้เส้นทางของผลผลิต หรือสินค้า ตลอดจนการค้าขาย)
ด้านเกษตรกรรม (กิจกรรมการเรียนรู้ด้านการเกษตร) ด้านการท่องเที่ยว (กิจกรมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์
พื้นที่) เป็นต้น โดยกิจกรรมดังกล่าวจะถูกวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อถอดบทเรียน หรือชุดความคิด
กระบวนการในการดำเนินกิจกรรมนั้น เพื่อสร้างสรรค์เป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวภายในจังหวัดปทุมธานี ซึ่ง
การดำเนินกิจกรรมดังกล่าวจะถูกขับเคลื่อนผ่านกลไกการมีส่วนร่วมในการพัฒนาผ่านการร่วมมือในการ
ดำเนินการของประชาชนอันมีบทบาทในการเป็นเจ้าของพื้นที่ หรือผู้อาศัยภายในเมืองจะได้รับโอกาสในการ
เข้าถึงพื้นที่แห่งการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม โดยมีหน่วยงานภาครัฐเป็นหน่วยงานในการสนับสนุนการดำเนินงาน
และประสานงาน รวมไปถึงหน่วยงานภาคเอกชนที่จะเข้ามาสนับสนุนนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เหมาะสม โดย
มีสถาบันการศึกษาเป็นหน่วยงานในการสนับสนุนองค์ความรู้ นวัตกรรมและเทคโนโลยี นอกจากนี้พื้นที่
ต้นแบบจะถูกออกแบบทางกายภาพและกิจกรรมการใช้งาน เพื่อให้พื้นที่สามารถสร้างสรรค์ให้เป็นพื้นที่แห่ง
การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกิจกรรมต่าง ๆ ภายในเมือง ส่งเสริมการใช้งานและเอื้อต่อการทำกิจกรรมการเรียนรู้ด้วย
สภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคม ทรัพยากรและแหล่งการเรียนรู้ที่เพียงพอและเกื้อหนุนการเรียนรู้ของ
ประชาชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน
ข้อมูลโครงการ
หัวหน้าโครงการ
รศ.ดร. ภาวิณี เอี่ยมตระกูล
หน่วยงาน / สถาบัน
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการวางแผนเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
แหล่งทุน
กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564
พื้นที่ศึกษา (Area)
คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผัง เมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดยมี พื้นที่อำเภอธัญบุรีเป็นพื้นที่ศึกษา ซึ่งในพื้นที่ประกอบด้วยหน่วยงานท้องถิ่นที่รับผิดชอบ 4 หน่วยงาน (ขอบเขต) ได้แก่ 1) เทศบาลนครรังสิต เป็นเทศบาลนครในอำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยเป็นเมืองปริมณฑลที่ รองรับการขยายตัวของกรุงเทพมหานครในทางตอนเหนือ ในปัจจุบัน เขตเทศบาลนครรังสิต กลายเป็นจุดศูนย์กลางในการเดินทางต่อไปยังจังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก โดยเทศบาลนครรังสิตมีประชากรทั้งสิ้น จำนวน 84,268 คน แยกเป็นประชากรชายจำนวน 39,105 คน ประชากรหญิงจำนวน 45,163 คน ความ หนาแน่นประชากรโดยเฉลี่ย 4,051.35 คน ต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร ประชากรส่วนใหญ่มี อาชีพที่ผสมผสานระหว่างการเกษตร การอุตสาหกรรม การบริการ และการพาณิชย์ ปัจจุบันการ ขยายตัวในภาคอุตสาหกรรม การพาณิชย์ และการบริการอยู่ในอัตราที่สูง ทำให้มีผู้สนใจภาค การเกษตรในอัตราที่น้อยลง 2) เทศบาลเมืองบึงยี่โถ เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทเทศบาลเมือง ตั้งอยู่ในอำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี จัดตั้งขึ้นเป็นเทศบาลตำบลเมื่อปี พ.ศ. 2550 และยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองเมื่อ ปี พ.ศ. 2554 โดยการประกอบอาชีพของประชากรในเขตพื้นที่ตำบลบึงยี่โถ ประกอบไปด้วย อาชีพการเกษตร รับจ้าง ค้าขาย และประกอบอาชีพอื่น ๆ เขตเทศบาลเมืองบึงยี่โถเป็นอาณาเขต ปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร การสัญจรสะดวก มีการลงทุนทางด้านอุตสาหกรรมค่อนข้างสูง ทำให้ที่ดินในพื้นที่มีราคาสูง ส่งผลให้ประชากรส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงการประกอบอาชีพ เกษตรกรรมที่มีอยู่เดิมหันมาประกอบอาชีพด้านอุตสาหกรรมมากขึ้น 3) เทศบาลตำบลธัญบุรี เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อยู่ในเขตปริมณฑล อยู่ห่างจากจังหวัด ปทุมธานี ประมาณ 34 กิโลเมตร มีพื้นที่ทั้งหมด 30.78 ตารางกิโลเมตร สภาพพื้นที่ของเทศบาล เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวตลอดระยะคลองซอยที่ 5 ถึงคลองซอยที่ 9 กว้างจากคลองรังสิต ประยูรศักดิ์ ปัจจุบันเทศบาลตำบลธัญบุรี มีจำนวนประชากรรวมทั้งสิ้น 63,300 คน แยกเป็นชาย 30,351 คน หญิง 32,949 คน จำนวนหลังคาเรือน 33,791 หลังคาเรือน 4) เทศบาลเมืองสนั่นรักษ์ เป็นเทศบาลเมืองซึ่งมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ตำบลบึงสนั่นและตำบล บึงน้ำรักษ์ หรือพื้นที่ตามแนวคลองเก้าไปจนถึงคลองสิบสี่ ในอำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี เทศบาลเมืองสนั่นรักษ์เป็นหนึ่งในสองเทศบาลเมืองของอำเภอธัญบุรี ร่วมกับเทศบาลเมืองบึงยี่โถ ปัจจุบันในเขตเทศบาลมีประชากร 31,855 คน
กลุ่มเป้าหมาย (Target)
กลุ่มเป้าหมายของการดำเนินโครงการมุ่งเน้นไปที่กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการที่มีบทบาทที่ หลากหลายไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชน หน่วยงานด้านวิชาการ/การศึกษา และ ประชาชนภายในพื้นที่และนอกพื้นที่ โดยภายใต้โครงการมุ่งเน้นการส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมในการ วางแผนซึ่งกำหนดกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เข้าร่วมโครงการอย่างน้อย 70 คน ขึ้นไป จากหน่วยงานและภาค ส่วนต่างๆ
ระเบียบวิธีวิจัย
การศึกษานี้ได้มีการบูรณาการแนวทางในการศึกษาของหลักการในการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO ร่วมกับกระบวนการศึกษาท้องถิ่น (Local study) โดยประยุกต์ใช้แนวทางการสร้างเมืองแห่งการเรียนรู้ (Guidelines for building learning city) 6 องค์ประกอบ คือ ด้านการวางแผน (Planning) ด้านการส่งเสริมกิจกรรมมีส่วนร่วม (Involvement) ด้านการประเมินและการติดตามการดำเนินงาน (Monitoring and Evaluation) ด้านการระดมทุนจากเครือข่าย (Funding) ด้านการเข้าถึงพื้นที่เรียนรู้ (Accessibility) และด้านการสนับสนุนงานมหกรรมและการจัดกิจกรรม (Celebration) โดยองค์ประกอบดังกล่าวเป็นแกนหลักในการถอดประเด็น วิเคราะห์ สังเคราะห์กิจกรรม เครือข่าย และกลไกการขับเคลื่อน พร้อมกับการประยุกต์ใช้ กระบวนการศึกษาท้องถิ่น (Local study) เพื่อศึกษา รวบรวมข้อมูลองค์ประกอบพื้นฐานของชุมชนในท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นข้อมูลองค์ความรู้ กิจกรรม เครือข่าย และกลไกการขับเคลื่อนกิจกรรมภายในท้องถิ่น ซึ่งการบูรณาการ 2 หลักการดังกล่าวจะนำไปสู่การถอดบทเรียนจากพื้นที่ต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ การพิจารณาทัศนคติ และการรับรู้เกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่การเรียนรู้ การวิเคราะห์กลุ่มผู้มีส่วนส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการพิจารณาศักยภาพเชิงพื้นที่และกิจกรรม อันนำไปสู่การเสนอแนะกลไกการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้สู่ความยั่งยืน พร้อมทั้งพัฒนาพื้นที่ต้นแบบของเมืองแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืน
งานวิจัยที่น่าสนใจ