Under research and development
วิจัยเชิงพื้นที่ / พัฒนาเชิงนโยบาย เข้าชม 8 ครั้ง

การพัฒนาต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) ผ่านระบบกลไกความร่วมมือ เชิงพื้นที่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น กรณีศึกษา เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์

เมืองแห่งการเรียนรู้,พื้นที่การเรียนรู้,การพัฒนาท้องถิ่น,การบริหารแบบร่วมมือ ปีที่เผยแพร่: 2565

บทคัดย่อ (Abstract)

โครงการวิจัย เรื่อง การพัฒนาต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ (Learning City) ผ่านระบบกลไกความร่วมมือเชิงพื้นที่เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น กรณีศึกษา เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนกลไกในระดับเมือง ให้มีบทบาทและศักยภาพการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ และพัฒนาต่อยอดสู่ความภาคภูมิใจจากพลเมือง (Citizen engagement) พัฒนากรอบหลักสูตรท้องถิ่นสู่การเป็นเมืองน่าศึกษาที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย และสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนหลักสูตรท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับพื้นที่แห่งการเรียนรู้ (Learning Space) และเชื่อมโยงพื้นที่การเรียนรู้ ใช้แบบการวิจัย (Research Design) เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method Research) โดยใช้ทั้งระเบียบวิธีเชิงปริมาณ (Quantitative methods) และ ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ (Qualitative methods) ผลการศึกษาพบว่า นโยบายการพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ที่ชัดเจนคือ “พัฒนาเมืองกาฬสินธุ์ ให้เป็นเมืองอุดมสุข” นำมาซึ่งผลการดำเนินงาน 1) การสร้างการรับรู้เรื่องการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ร่วมกับภาคีความร่วมมือในจังหวัดกาฬสินธุ์และสามารถสร้างประเด็นสาธารณะร่วมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน 2) พัฒนากลไกการขับเคลื่อนเมืองอุดมสุขตามนโยบายของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนหลักสูตรท้องถิ่น พื้นที่เรียนรู้ท้องถิ่น และการสร้างการมีส่วนร่วมในกิจกรรมเรียนรู้ท้องถิ่น 3) การปรับปรุงหลักสูตรท้องถิ่นที่อิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับความต้องการ ของโรงเรียนสังกัดเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ 4) เกิดตลาดวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อเป็นกลไกในการส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น 5) นักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning Administrator) สามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่เส้นทางการเรียนรู้ 9 ชุมชนได้ ข้อเสนอแนะคือ 1.พัฒนากระบวนการบริหารความร่วมมือท้องถิ่น เพื่อระบุช่องว่าง และ/หรือความซ้ำซ้อนของกระบวนการการบริหารความร่วมมือ การระบุบทความร่วมมือของหน่วยความร่วมมือภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ และมีการบริหารจัดการความร่วมมือของภาคีเครือข่ายนโยบายและส่งเสริมกลไกการมีส่วนร่วมโดยประชาชนในท้องถิ่น การพัฒนานักจัดการเรียนรู้เมือง (City Learning Administrator) อย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดความชัดเจนในการบริหารจัดการและเกิดความยั่งยืนในการพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2. ขับเคลื่อนพื้นที่เรียนรู้มีชีวิต (Living learning Space) ให้มีการวิเคราะห์กลไกเชิงพื้นที่ และพัฒนาให้พื้นที่เรียนรู้มีชีวิต จะทำให้เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์มีพื้นที่เรียนรู้มีชีวิต อาทิ หอศิลป์เมืองกาฬสินธุ์ ตลาดวัฒนธรรมเมืองเก่า มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงพัฒนาเป็นพื้นที่ Learning Space จะทำให้เกิดพื้นที่เหมาะสมสำหรับช่วงวัยเรียน วัยรุ่น และวัยทำงานในการเป็นพื้นที่เรียนรู้ พัฒนาทักษะ ทัศนคติ วัฒนธรรมและศิลปะการขับเคลื่อนพ้นที่เรียนรู้มีชีวิตจะมีความชัดเจนและเกิดรูปธรรมมากยิ่งขึ้น จากฐานความรู้ด้านการออกแบบชุมชนเมืองเพื่อยกระดับกิจกรรมเศรษฐกิจ พื้นที่การเรียนรู้ในพื้นที่เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ 3.ฟื้นฟูนิเวศการเรียนรู้เมือง พัฒนาแหล่งการเรียนรู้ พัฒนาสื่อการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ ที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละบุคคล หรือแต่ละกลุ่ม หลักสูตรที่ตอบโจทย์การเรียนรู้ยุคใหม่ อาชีพใหม่ตามสมรรถนะของผู้เรียนที่เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เกิดการตอบสนองกันตามธรรมชาติ นิเวศการเรียนรู้จะเชื่อมโยงทั้งมิติของความต้องการของผู้เรียนรู้ รวมทั้งทิศทางการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ได้ครบประเด็น

วัตถุประสงค์ (Objective)

1. เพื่อขับเคลื่อนกลไกในระดับเมือง ให้มีบทบาทและศักยภาพการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ และ
พัฒนาต่อยอดสู่ความภาคภูมิใจจากพลเมือง (Citizen engagement) โดยใช้กลยุทธ์การขับเคลื่อนเมืองแห่ง การ
เรียนรู้ ที่เชื่อมโยงกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน (Citizen
engagement strategy) ให้ออกมาใช้พื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน
2. เพื่อพัฒนากรอบหลักสูตรท้องถิ่นสู่การเป็นเมืองน่าศึกษาที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย และสร้าง
กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนหลักสูตรท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับพื้นที่แห่งการเรียนรู้ (Learning
Space)
3. เพื่อเชื่อมโยงพื้นที่การเรียนรู้ (Learning Space) ทั้งพื้นที่กายภาพ (Physical Space) และพื้นที่ที่ไม่ไช่
กายภาพ (Non-Physical Space) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเมืองแบบบูรณาการ
ข้อมูลโครงการ
หัวหน้าโครงการ
รองศาสตราจารย์ กตัญญู แก้วหานาม
หน่วยงาน / สถาบัน
มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
แหล่งทุน
กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) และ หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)งบประมาณด้าน ววน. Full Proposal ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564
พื้นที่ศึกษา (Area)
เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์
กลุ่มเป้าหมาย (Target)
ประชาชนในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองกาฬสินธุ
ระเบียบวิธีวิจัย
3.1 ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ ใช้เพื่อสำรวจความคิดเห็น ศักยภาพการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ของเทศบาลเมือง กาฬสินธุ์ที่ครอบคลุมทุกช่วงวัย (Catalog Data) เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการตัดสินใจและวิเคราะห์เพื่อการนำไปปฏิบัติ ที่ชัดเจนและตรงกับวัตถุประสงค์ของโครงการย่อย โดยครอบคลุม การสำรวจเรื่อง 1.1 สภาพกลไกในระดับเมืองมีบทบาทและศักยภาพการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้อย่างไรใน ปัจจุบัน และจะสามารถพัฒนาต่อยอดสู่ความภาคภูมิใจจากพลเมือง (Citizen engagement) และมีกลยุทธ์ การขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ โดยมีการเชื่อมโยงกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน (Citizen engagement strategy) ให้ออกมาใช้พื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกัน 1.2 สภาพกรอบหลักสูตรท้องถิ่นสู่การเป็นเมืองน่าศึกษาที่เหมาะสมกับทุกช่วงวัย และ การพัฒนา กระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมเพื่อขับเคลื่อนหลักสูตรท้องถิ่นที่เชื่อมโยงกับพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ( Learning Space) 1.3 สภาพและความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงพื้นที่แห่งการเรียนรู้ (Learning Space) ทั้งพื้นที่ กายภาพ (Physical Space) และพื้นที่ที่ไม่ไช่กายภาพ (Non-Physical Space) เพื่อพัฒนาเป็นเมือง ที่เหมาะสมกับ ทุกช่วงวัย 3.1.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรทั้งหมดในพื้นที่ตามฐานทะเบียนราษฎร 34,218 คน การศึกษาสภาพและความป็นไปได้ในการ เปลี่ยนผ่านเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์สู่เมืองแห่งการเรียนรู้ จะใช้การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster sampling) ตาม การแบ่งเขตของเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ ประชากร เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ มี 38 ชุมชน มี 36 ชุมชนที่มีคณะกรรมการชุมชน ประชากร จํานวนหลังคาเรือนใน เขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ 14,840 หลังคาเรือน จํานวนประชากรทั้งหมดในพื้นที่ตามฐานทะเบียนราษฎร 34,218 คน - ชาย 16,475 คน - หญิง 17,743 คน ความหนาแน่นของประชากรต่อพื้นที่คิดเป็น 2,017 คน/ตร.กม.42 ที่มา : งานทะเบียนราษฎร สํานักปลัดเทศบาล กุมภาพันธ์ 2559 จากประชากรทั้งหมด 34,218 คน กลุ่มตัวอย่างในการแจกแบบสอบถาม 395.13 คน ซึ่งในการเก็บข้อมูลโครงการวิจัยนี้จะเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน 3.2 ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้การวิจัยระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ (Qualitative methods) บนพื้นฐานคติแบบ ปรากฏการณ์นิยม (Phenomenology) ซึ่งเชื่อว่าความจริงมีหลากหลายและมีลักษณะจำเพาะ (ชาย โพธิสิตา, 2547) นักวิจัยจึงต้องเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในปรากฏการณ์ โดยใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (PAR) ซึ่ง เป็นวิธีการที่ให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมวิจัย เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ โดยอาศัยการมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการวิจัย นับตั้งแต่การกำหนดปัญหา การดำเนินการ การวิเคราะห์ข้อมูล ตลอดจน หาแนวทางในการแก้ปัญหาหรือส่งเสริมกิจกรรม (สุภางค์ จันทวานิช, 2540) ทั้งนี้ผู้วิจัยได้การศึกษาและวิเคราะห์ ปัญหาร่วมกับท้องถิ่นคือเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย (Induction) โดยการ สร้างข้อสรุปทั่วไปที่มีความเชื่อมโยง จากการสังเกตเชิงประจักษ์ (Empirical Observation) (สุภางค์ จันทวานิช, 2540) และใช้การตีความ (Interpretative) เข้ามาวิเคราะห์ผลการศึกษาด้วย นอกจากนี้ผู้วิจัยได้ใช้ การวิจัยและ พัฒนา (R&D research) ที่มีเป้าหมายเพื่อการสร้างหรือปรับปรุงผลิตภัณฑ์ รูปแบบ วิธีการ กระบวนการ กิจกรรม45 คู่มือ หลักสูตร โดยใช้วิธีการสํารวจร่วมกับการทดลอง และการประเมิน โดยดําเนินการตามขั้นตอนที่เป็นระบบ คือ มีการสํารวจ พัฒนา ทดลอง ประเมิน และปรับปรุงนวัตกรรม โดยผลการศึกษาถูกสังเคราะห์เป็นแนวทางในการ ปรับปรุงกิจกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ต่อไป หน่วยในการศึกษาครั้งนี้ ประกอบด้วย ระดับองค์กร ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์การพัฒนา ระดับต่าง ๆ และระดับปัจเจกบุคคล ซึ่งเป็นบุคคลที่มีส่วนในการดำเนินงานของกลุ่มจังหวัดกาฬสินธุ์ในการขับเคลื่อน เมืองแห่งการเรียนรู้ ได้แก่ เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ อาสาสมัคร ร่วมติดตามการทำงานของเทศบาล มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ โรงเรียนเทศบาล 1,2,3,4 หอศิลป์วัฒนธรรมเมือง กาฬสินธุ์ หอการค้าจังหวัดกาฬสินธุ์ และประชาชนในเขตเทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ 3.2.1 ผู้ที่ให้ข้อมูลสำคัญ (กลุ่มตัวอย่าง) การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้เลือกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informant) ดังนี้ ระยะที่ 1 เป็นประชากรเป้าหมายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับต่าง ๆ ที่มีส่วน ภายใต้การขับเคลื่อนตามภารกิจของเมืองแห่งการเรียนรู้ของหน่วยงานต่างๆ โดยจะใช้การเลือกสุ่มตัวอย่างแบบ ลูกโซ่ (Snowball Sampling) สัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องไปเรื่อย ๆ จนได้ข้อมูลที่อิ่มตัว กล่าวคือเป็นข้อมูลที่มีความ ซ้ำซ้อนกัน แม้ว่าจะถามคนอื่น ๆ อีก ระยะที่ 2 จะดำเนินการถอดบทเรียนจากโครงการย่อยทั้ง 3 ด้าน โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์การพัฒนาระดับต่าง ๆ ในแต่ละอำเภอของกลุ่มจังหวัดร้อยแก่นสารสินธุ์ โดยการสุ่มตัวอย่างแบบ เจาะจง (Purposive Sampling) โดยใช้แบบสัมภาษณ์เพื่อถอดบทเรียน ระยะที่ 3 จะมีการพัฒนาตัวแบบจากการถอดบทเรียนและยืนยันข้อมูลโดยใช้เทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) เป็นขบวนการที่จะเสาะแสวงหาความคิดเห็นที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้มี ประสบการณ์ในเรื่องนั้น ๆ มาช่วยพิจารณาให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณภาพของเครื่องมือ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ สอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและมีความถูกต้องน่าเชื่อถือ ซึ่งนำมาเป็นหลักฐานในการค้นหาและเก็บรวบรวม ข้อมูลต่อไป จากนั้น ระยะที่ 4 จะมีการขับเคลื่อนกิจกรรมภายใต้โครงการย่อยทั้ง 3 โครงการเพื่อพัฒนานวัตกรรม ในการพัฒนา พื้นที่ ทั้งการขับเคลื่อนถนนคนเดิน เยาวราชเมืองกาฬสินธุ์ หอศิลปวัฒนธรรมเมืองกาฬสินธุ์ พิพิธภัณฑ์จังหวัด กาฬสินธุ์ หอสมุดกาฬสินธุ์ และหลักสูตรภายใต้การขับเคลื่อนความร่วมมือ เพื่อสร้างความเป็นรูปธรรมในการพัฒนา พื้นที่ต่อไป และระยะที่ 5 ยกระดับเข้ารับรองมาตรฐานจากยูเนสโก (UNESCO Institute for Lifelong Learning - UIL) 3.2.2 วิธีการเก็บข้อมูล การแสวงหาข้อมูลเพื่อให้ได้ซึ่งคำตอบและอธิบายตามวัตถุประสงค์ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ให้ ความสำคัญกับบริบทของพื้นที่ บริบทขององค์กร เพื่อให้เข้าใจถึงบริบทพื้นที่ ผู้วิจัยจะใช้ภาษาไทยในการเก็บ รวบรวมข้อมูล การวิจัยภาคสนามจะมีการลงพื้นที่วิจัยหลายครั้งในช่วง 5 เดือนของการทำวิจัยภาคสนาม ขั้นแรก ผู้วิจัยได้ติดต่อกับหน่วยงานที่เป็นกรณีศึกษาและได้รับอนุญาตอย่างเป็นทางการเพื่อดำเนินการงาน จากนั้นจะมีการ ติดตาม 1) รวบรวมข้อมูลทุติยภูมิ 2) สัมภาษณ์เจาะลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก (ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่) จากกลุ่มที่กำหนดไว้ ล่วงหน้า 3) สัมภาษณ์เจาะลึก (ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย) ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วง 2 เดือน ก่อนที่จะทำงานภาคสนามที่เกิดขึ้น จริง ผู้วิจัยได้ติดต่อผู้ประสานงานระดับพื้นที่ในหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อขออนุญาตทำงาน โดยความตั้งใจในสัปดาห์แรก คือ ความช่วยเหลือจากผู้ประสานงานระดับพื้นที่ที่จะสร้างความรู้จักกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่ม ประชาชนที่มีเกี่ยวข้องโดยตรงกับต้นแบบด้านต่าง ๆ และสร้างความคุ้นเคยและความไว้วางใจให้กับกลุ่มผู้ให้ข้อมูล สำคัญนี้ ในช่วงที่ทำการสำรวจภาคสนาม การสัมภาษณ์จากผู้เข้าร่วมจะถูกรวมไว้ตั้งแต่ต้นเพื่อให้เข้าใจบริบทใน ปัจจุบันมากที่สุด อีกทั้งยังได้ไปพุดคุย และปรึกษาหารือเบื้องต้น โดยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่รัฐผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับ การต่อต้านการทุจริตแบบไม่มีโครงสร้างชัดเจนเพื่อทดสอบหาข้อมูลในการตัดสินใจเบื้องต้น เมื่อภายหลังได้ทำการ ประมวลข้อมูลต่าง ๆ ที่น่าสนใจสำหรับที่ใช้เป็นประเด็นสำหรับศึกษา 3.2.3 การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ในขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูลนี้ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) วิธีนี้ เป็นวิธีการที่เหมาะสมสำหรับการศึกษาเชิงคุณภาพอย่างละเอียดเพื่ออธิบายถึงกระบวนการและความร่วมมือ เครือข่ายเพื่อค้นหาต้นแบบ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้วิจัยสามารถสังเกตคำพูด อากัปกริยา และสีหน้าของผู้ให้ข้อมูล หลัก โดยที่ผู้วิจัยยังสามารถควบคุมบทสนทนาให้อยู่ในบริบทที่ต้องการได้ 3.2.4 การลงพื้นที่ภาคสนาม ผู้วิจัยได้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเปิดเผยในองค์กรที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายเพื่อพัฒนา นวัตกรรมเพื่อการพัฒนาพื้นที่ภายใต้การขับเคลื่อนตามเมืองแห่งการเรียนรู้ ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเพื่อสังเกตการณ์ ดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ การขับเคลื่อนงานของเครือข่ายดำเนินการวิจัยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ๆ โดยได้เฝ้ามองสิ่งที่ เกิดขึ้น รับฟังสิ่งที่พูดคุย หรือตั้งคำถามอีกนัยหนึ่ง คือการเก็บข้อมูลที่มีอยู่เกี่ยวกับประเด็นที่ทำการศึกษาวิจัย และ การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม (Non-Participant observation) คือ ผู้วิจัยเฝ้าสังเกตอยู่ภายนอก โดยไม่เข้าไปเป็นส่วน หนึ่งของการทำงานของเครือข่าย โดยผู้วิจัยจะเริ่มการเก็บรวบรวมข้อมูลในพื้นที่ที่ศึกษา สร้างความสัมพันธ์กับคนใน พื้นที่ ดำเนินการและกำหนดกรอบการสังเกตการณ์และการสัมภาษณ์ บันทึกข้อความใช้เครื่องบันทึกเสียง อ่านเอกสาร บันทึกและถอดความ และเขียนบันทึกภาคสนาม ในการเก็บข้อมูลในพื้นที่ที่ศึกษา ผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์ด้วยการถามคำถามในลักษณะตะล่อม (Probe) เพื่อให้ได้ซึ่งข้อมูลอย่างละเอียดในทุกมิติของการวิจัย ข้อมูลเหล่านี้จึงเป็นข้อมูลสะท้อน ความคิด ความรู้สึก ทัศนคติ47 ประสบการณ์ มุมมองที่ผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้สร้างขึ้น นำไปสู่ความเข้าใจในโลกทัศน์ของผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คำพูดหรือคำ บอกเล่าที่เกิดขึ้นจากการให้สัมภาษณ์เหล่านี้บางส่วนได้ผ่านการตีความโดยผู้วิจัย บางส่วนเป็นคำพูดของผู้ให้ข้อมูล สำคัญโดยตรง ทำให้ผู้วิจัยได้ทราบแง่มุมต่างๆของผู้ให้ข้อมูลสำคัญด้วย ขั้นตอนหลักในการเก็บข้อมูล คือผู้วิจัยจะทำการสัมภาษณ์ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ผู้ที่ให้ข้อมูลสำคัญ ( Key informants) ที่เกี่ยวข้องซึ่งผู้วิจัยจะลงพื้นที่ก่อน นอกจากนี้ในการลงพื้นที่ภาคสนาม ผู้วิจัยจะใช้หลักในการยุติการ รวบรวมข้อมูลและการสัมภาษณ์อย่างเป็นระบบ กล่าวคือ ผู้วิจัยจะใช้เกณฑ์คำตอบเป็นตัวกำหนด ถ้าคำตอบที่ได้มี ความแตกต่างกันผู้วิจัยก็จะทำการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลรายต่อไปอีก ผู้วิจัยจะทำการสัมภาษณ์จนได้คำตอบซ้ำ ๆ กัน เมื่อคำตอบที่ได้จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญเหมือนกัน ก็จะหยุดสัมภาษณ์ทันที ในกรณีนี้ หมายความว่าไม่ว่าผู้วิจัยจะ สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญไปอีกกี่ราย ก็ไม่สามารถได้คำตอบที่ต่างจากมิติหรือได้คำตอบที่มีสาระใหม่ ๆ เกิดขึ้น ซึ่ง จะนำมาใช้ในการปรับเปลี่ยนข้อมูลที่มีอยู่ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลจะดำเนินต่อไปจนผู้วิจัย มั่นใจว่า แม้จะมีการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมอีก จะไม่ช่วยในการปรับเปลี่ยนข้อสรุปที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ได้ นั่นแสดงว่า คำตอบที่ได้คลอบคลุมปรากฏการณ์และกระบวนการที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา วิธีการนี้จะทำให้ผู้วิจัยได้ผลการศึกษาที่ ชัดเจน ข้อมูลที่ได้นำมาวิเคราะห์ และประมวลผลเพื่อหาคำอธิบาย รูปแบบและกระบวนการที่ดีที่เกิดขึ้นอันนำไปสู่ การทำความเข้าใจกระบวนการปฏิบัติที่ดีว่าเป็นอย่างไร (พิมพ์ลิขิต แก้วหานาม,2561) 3.2.5 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูล และใช้กรอบแนวคิดในการศึกษาเพื่อเป็นแนวทางหรือกรอบกว้าง ๆ ในการ วิเคราะห์ข้อมูล จากนั้นผู้วิจัยทำการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูล และความครบถ้วนของข้อมูล และใช้วิธีการ ตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้ของผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารแบบร่วมมือกันทั้งสิ้น และนำข้อมูลที่ ได้จากการประมวลผลเบื้องต้นโดยการจำแนกและจัดระบบข้อมูล (Typology and Taxonomy) เป็นการนำข้อมูลที่ ได้นำมาจำแนกและจัดหมวดหมู่ออกให้เป็นระบบทำเป็นข้อสรุปย่อย ๆ และเชื่อมโยงแต่ละส่วนเพื่อหาข้อสรุป (Analytic Induction) ซึ่งจะตอบปัญหาการวิจัย (สุภางค์ จันทวานิช,2540) โดยการวิเคราะห์ข้อมูลเริ่มกระทำพร้อม ๆ กับการเก็บรวบรวมข้อมูลตลอดระยะเวลา 5 เดือนที่ผู้วิจัยได้ลงพื้นที่จากกรณีศึกษา นอกจากนี้ผู้วิจัยใช้วิธีการทำ ดัชนีข้อมูล (Indexing) การทำรหัสทั้งในบันทึกภาคสนามและจากไฟล์การบันทึกเสียงจากข้อมูล ประกอบกับการใช้ โปรแกรม atlas ti เข้ามาช่วยในขั้นตอนนี้ และสร้างข้อสรุปชั่วคราว และการวิเคราะห์องค์ประกอบออกให้เห็นเป็น ส่วน ๆ (Componential Analysis) นำเอกสารหรือหลักฐานต่าง ๆ มาวิเคราะห์ (Content Analysis) วิเคราะห์ สาเหตุและผล (Cause and Effect Analysis) ที่เกิดขึ้น นำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์โดยเปลี่ยนมุมมองการวิเคราะห์ไป ยังมุมมองอื่น ๆ (Sociology Imaginary) ผู้วิจัยจะทำการตรวจสอบความถูกต้องของข้อสรุปอีกครั้งทั้งการตรวจสอบ แหล่งข้อมูลการตรวจสอบอคติของตัวนักวิจัยเองการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า
งานวิจัยที่น่าสนใจ